วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

อาญา มาตรา ๖๔ - ๖๖

มาตรา 64 บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

- บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า

(1) ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด

(2) ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และ

(3) ถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น

- (ผล) ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

- ประเด็นเบ็ดเตล็ต

- มาตรา 64 หมายถึงไม่รู้กฎหมายอาญา หากเป็นกรณีไม่รู้กฎหมายแพ่ง ปรับ มาตรา 62 วรรค 1

- ไม่รู้ข้อเท็จจริงแก้ตัวได้ ไม่รู้ข้อกฎหมายแก้ตัวไม่ได้

- การแยกประเภทกฎหมาย mala in se กับ mala prohibita

- mala in se (wrong in themselves) ความผิดซึ่งบุคคลทั่วไปรู้สึกได้ว่าการกระทำเช่นนั้น เป็นความผิด แก้ตัวว่าไม่รู้ ไม่ได้ / mala prohibita (wrong prohibited) ความผิดซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ บุคคลทั่วไปไม่รู้สึกว่าการกระทำเช่นนั้น เป็นความผิดในตัวเองโดยตรง แก้ตัวว่าไม่รู้ ได้

- คำพิพากษาฎีกาที่ 5333/2538 การมีเพโมลีน ไว้ในความครอบครองเพื่อขาย มิใช่เป็นความผิดในตัวเอง แต่เป็นความผิด เพราะมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ซึ่งแต่เดิมจัดอยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4 ซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้ขายได้ ตามสภาพและพฤติการณ์ จำเลยอาจไม่รู้ว่าการมีเพโมลีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย และจำเลยสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์เช่นว่านั้นได้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ ตาม มาตรา 64

- ในทางปฏิบัติ ความผิดซึ่งควรจะรู้กันอยู่ทั่วไป จำเลยอ้างไม่รู้ว่าเป็นความผิด ไม่พ้นความรับผิด

- คำพิพากษาฎีกาที่ 187/2530 มีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนนั้นไปในทางสาธารณะ ย่อมเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ได้

- คำพิพากษาฎีกาที่ 611/2545 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (.. 2539) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น โจทก์ไม่จำต้องแนบประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้อง เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สามารถนำสืบรายละเอียดในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว / ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (.. 2539) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงดังกล่าว จึงมีผลใช้บังคับเช่นกฎหมาย และเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การว่าทราบคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้ว ขอให้การรับสารภาพ จึงถือว่าจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่อาจแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้

- กรณีอ้างไม่รู้ข้อเท็จจริง อันนำไปสู่ข้อกฎหมาย

- คำพิพากษาฎีกาที่ 3009-3010/2537 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ป่า ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และทางราชการได้ปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอที่ทำการกำนันท้องที่ และที่เปิดเผยเห็นได้ง่ายในหมู่บ้านท้องที่นั้นตามมาตรา 9 แห่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.. 2507 แล้ว ย่อมมีผลให้ที่ดินในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติทันที จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าไม่รู้ว่าที่ดินแปลงที่เกิดเหตุ เป็นป่าสงวนแห่งชาติหาได้ไม่ (เป็นกรณีอ้างไม่รู้ข้อเท็จจริง อันนำไปสู่ข้อกฎหมาย)

- คำพิพากษาฎีกาที่ 3818/2537 จำเลยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดอยู่ในขณะที่ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาเทศบาล โดยไม่ยอมลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาจังหวัด เป็นการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล.. 2482 มาตรา 21 (7) และมาตรา 65 แม้จำเลยได้ปรึกษา ผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่น ก่อนแล้วว่าจำเลยสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้ เพราะสภาพการเป็นสมาชิกสภาจังหวัด ของจำเลยจะสิ้นสุดก่อนวันเลือกตั้ง ก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิด ทางอาญา โดยแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 และจะอ้างว่าได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 ประกอบด้วยมาตรา 59 ก็ไม่ได้

- กรณีการอ้างไม่รู้กฎหมายแพ่ง

- คำพิพากษาฎีกาที่ 4094/2528 เมื่อมีกฎหมายบัญญัติว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าบุคคลทุกคนได้รู้ถึงบทบัญญัตินั้นแล้ว ผู้ใดอ้างว่าไม่รู้ จะต้องแสดงให้เห็นพฤติการณ์เฉพาะตัวเป็นพิเศษ โดยแน่ชัดว่าตนไม่รู้ และไม่อยู่ในฐานะที่อาจรู้ได้เช่นนั้น


มาตรา 65 ผู้ใดกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น

แต่ถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

- องค์ประกอบ

- มีการกระทำ (1.คิด 2.ตัดสินใจ และ 3.ลงมือ ) + กระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด

- กระทำในขณะ

- (1.1) ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือ ไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน

- (ผล) ไม่ต้องรับโทษ

- (1.2) ผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือ ยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง

- (ผล) ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

- ความหมาย

- ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หมายถึง ไม่สามารถรู้ได้ว่าการกระทำนั้นผิดศีลธรรม ไม่อาจแยกแยะตามหลักศีลธรรมได้

- ไม่สามารถบังคับตนเองได้ หมายถึง ผู้กระทำรู้ว่าการกระทำนั้นผิดศีลธรรม แต่ไม่อาจบังคับใจตนเองได้

- จิตบกพร่อง หมายถึง ลักษณะของผู้ที่สมองไม่เจริญเติบโตตามวัย หรือบกพร่องมาแต่กำเนิด

- โรคจิต หมายถึง ความบกพร่องแห่งจิตที่เกิดจากโรค

- จิตฟั่นเฟือน หมายถึง ผู้ที่มีความหลงผิด ประสาทหลอน และแปลผิด

- กรณีถึงขั้น ไม่มีการกระทำโดยเจตนา ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 59 วรรคแรก จึงไม่ต้องอ้างเหตุงด หรือลดโทษ

- คำพิพากษาฎีกาที่ 8743/2544 ปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่ ศาลต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาซึ่งได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดในทางอาญา ตาม ป.. มาตรา 59 หรือไม่ด้วย / จำเลยเป็นบุคคลปัญญาอ่อนที่ถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้เป็นผิดกฎหมาย กรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะที่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตาม ป.. มาตรา 65 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำ ทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนาตาม ป..มาตรา 59 (อ. เกียรติขจร หากถือว่าจำเลยไม่มีการกระทำ ก็ย่อมไม่มีความผิดอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องเจตนาแต่อย่างใด)

- กรณีไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้

- คำพิพากษาฎีกาที่ 1611/2522 (สบฎ เน 5863) ผู้เชี่ยวชาญเบิกความว่าจำเลยวิกลจริตมา 4 ปี ลักปืนและยิงคน ขณะทำผิดไม่รู้ผิดชอบ รับฟังตาม ม 65 ได้

- คำพิพากษาฎีกาที่ 371/2527 ก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประสาท ขณะเกิดเหตุอาการป่วยเป็นโรคจิตจากพิษสุรากำเริบขึ้นอีก มีอาการประสาทหลอนหวาดระแวงกลัวคนจะทำร้าย ผู้ตายซึ่งเป็นภริยาอยู่กินกันมาด้วยความเรียบร้อย ไม่เคยมีเหตุทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน จึงพาจำเลยไปรักษาที่บ้านบิดาจำเลย ขณะนั่งคุยกันอยู่ที่แคร่ไม้ข้างล่าง จำเลยใช้มีดเชือดคอและฟันทำร้ายผู้ตายมีคนพบจำเลยนั่งงุนงงอยู่ใกล้ ๆ ดังนี้จำเลยได้กระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะโรคจิตจากพิษสุรา จำเลยไม่ต้องรับโทษในความผิดตาม ป.อ. ม.288 ตาม ม. 65 วรรคแรก

- คำพิพากษาฎีกาที่ 3106/2535 จำเลยเป็นคนปัญญาอ่อน กระทำผิดโดยใช้อวัยวะของจำเลย ถูที่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย แต่ได้ความจากแพทย์ผู้รักษาจำเลยว่า จำเลยเป็นโรคคริทิน ซึ่งเกิดจากการขาดไทรอยด์ฮอร์โมนมาแต่กำเนิด การเจริญเติบโตทางกายและสติปัญญาช้ากว่าอายุจริง จำเลยเดินได้เมื่ออายุ 7 ปี พูดประโยคได้เมื่ออายุ 9 ปี เมื่ออายุ 11 ปี 11 เดือน มีความสามารถทางสติปัญญาเท่ากับเด็ก 5 ปี มีระดับไอคิว ต่ำกว่าเด็กปกติเรียนซ้ำชั้นประถมที่ 1 อยู่เป็นเวลา 5 ปี จากการตรวจก่อนเกิดเหตุสองเดือน สติปัญญายังช้า แพทย์ยืนยันว่า จำเลยไม่รู้จักเหตุผล ไม่มีการวางแผน ไม่มีความรับผิดชอบ จะต้องรักษาตัวไปตลอดชีวิต ไม่มีทางหายขาดได้ ทั้งปรากฏว่าจำเลยไม่ชอบเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดไปในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ เพราะจิตบกพร่องด้วยป่วยเป็นโรคปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิด จึงไม่ต้องรับโทษ

- กรณียังสามารถรู้สึกผิดชอบอยู่บ้างหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา.มาตรา 65 วรรคสอง

- คำพิพากษาฎีกาที่ 331/2513 จำเลยคลอดบุตรแล้วเป็นโรคบ้าเลือด มีอาการผิดปกติไปจากคนธรรมดา คุ้มดีคุ้มร้าย ซึ่งถือว่าเป็นโรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือนบางขณะ ไม่มีความรู้สึกผิดชอบเยี่ยงบุคคลธรรมดา แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรค 2

- คำพิพากษาฎีกาที่ 733/2521 จำเลยอายุ 19 ปี เป็นโรคจิตเภท ลักรถยนต์ในเวลารู้ผิดชอบอยู่บ้าง ศาลลดโทษตาม ป.อ.ม.65 วรรค 2 คงจำคุก 8 เดือน และรอการลงโทษ

- คำพิพากษาฎีกาที่ 2182/2522 (สบฎ เน 5863) จำเลยมีโรคจิต ยิงผู้ตาย แต่ยังรู้ผิดชอบอยู่บ้าง ศาลจำคุก 10 ปี ม 288+65 2

- คำพิพากษาฎีกาที่ 3024/2525 ก่อนเกิดเหตุจำเลยหวาดกลัวว่า จะถูกเพื่อนยิง จึงขังตัวเองในห้องมา 4 วัน โดยอดอาหารและไม่ได้หลับนอนตลอด 4 วัน ขณะเกิดเหตุจำเลยเห็นภาพหลอน มีปากกระบอกปืนมาจ้องตามช่องไม้แตก มีเสียงดังแช็ก ๆ จำเลยจึงจุดไปเผาสิ่งของในห้องให้เกิดควัน แล้วกระโดดหนีออกทางหน้าต่าง เมื่อพบตำรวจก็บอกว่าจำเลยเป็นผู้วางเพลิง แม้ไม่เป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ อันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ.ม.65 วรรคแรก แต่ก็แสดงว่าจำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตใจ หรือจิตบกพร่องอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตาม ม.65 วรรคสอง

- คำพิพากษาฎีกาที่ 2543/2528 จำเลยเคยถูกไม้นั่งร้านล้มทับศีรษะ และเคยเป็นลมชัก คืนเกิดเหตุจำเลยนอกไม่หลับ เนื่องจากได้ยินเสียงแว่วว่าจะมีคนมาทำร้าย จึงลุกมานั่งที่ประตูทางเข้า ถือมีดปลายแหลมไว้ป้องกันตัว พร้อมกับเรียกให้ภริยามาช่วยดึงประตู และร้องเรียกให้คนช่วย เมื่อจำเลยแทงผู้เสียหายแล้ว จำเลยมิได้หลบหนี ภริยาพาจำเลยไปตรวจที่โรงพยาบาล แสดงว่าจำเลยกระทำผิดในขณะที่มีจิตบกพร่อง ศาลมีอำนาจที่จะนำ ป.อ. ม.65 วรรคสอง กำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้

- คำพิพากษาฎีกาที่ 3461/2535 จำเลยมีอาการผิดปกติทางจิต หรือมีจิตบกพร่องหวาดระแวงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้าย ที่จะมาฆ่าจำเลย จึงได้ใช้มีดแทงโจทก์ร่วมไปและจากคำเบิกความของนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวช เบิกความยืนยันว่าลักษณะอาการประสาทของจำเลยตามหลักวิชาการ จำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่ภรรยาของจำเลยก็เบิกความว่า ปกติจำเลยสามารถทำงานได้ แต่เวลามีอาการจำเลยจะมีลักษณะกลัวคน จำเลยนั่งซึมนานประมาณ 10 วันจึงเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุแล้ว จำเลยไม่ได้หลบหนี คงนั่งซึมจนถูกจับตัวส่งตำรวจดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยก่อนและหลังการกระทำผิดดังกล่าว ไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำผิด เพราะไม่สามารถบังคับตนเองได้ ถือว่าจำเลยกระทำผิดขณะยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง

- คำพิพากษาฎีกาที่ 5895/2540 จำเลยมีอาการป่วยทางจิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถยนต์คว่ำ จำเลยเคยไปรักษาที่โรงพยาบาลติดต่อกันนานประมาณ 7 ปี แต่ก่อนเกิดเหตุจำเลยยังรับราชการที่แผนกการเงินกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดได้ตามปกติ แสดงว่าบางขณะจำเลยมีอาการคุ้มดีคุ้มร้ายบางขณะก็เป็นปกติ คืนเกิดเหตุจำเลยเคาะประตูเรียก ป. และโวยวายให้คนช่วยหาคนที่เอามดแดงไปใส่ในรองเท้าจำเลยและทำลายข้าวของในห้องพักของจำเลย เมื่อจำเลยไปค้นห้องพักผู้ตายพบมีดและปืนของผู้ตาย จำเลยหยิบมีดและปืนออกจากห้องและเดินตามหาผู้ตายเมื่อพบผู้ตาย จำเลยพูดว่า "เฮ้ยมึงว่ากูกล้ายิงไหม" แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนยิงทันที นอกจากนี้หลังเกิดเหตุจำเลยได้พูดกับ ป. ว่า"เป็นไงเพื่อน มึงวิ่งหนีกูทำไม" พฤติการณ์ของจำเลยก่อนและหลังกระทำความผิดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าภาวะจิตใจของจำเลยขณะกระทำความผิด ยังสามารถรู้สึกผิดชอบอยู่บ้างหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา.มาตรา 65 วรรคสอง

- กรณีไม่เข้าเหตุตามมาตรา 65

- คำพิพากษาฎีกาที่ 2402/2522 (สบฎ เน 5863) หญิงยิงชายเพราะถูกด่า เกิดโทสะขาดความยั้งคิด ไม่เป็นเหตุตาม มาตรา 65 วรรค 1

- คำพิพากษาฎีกาที่ 175/2527 จำเลยไปขอเงินผู้ตายซึ่งเคยเป็นภรรยามีบุตรด้วยกัน แต่เลิกกันแล้ว ผู้ตายให้ไปเอาที่บ้าน จำเลยขู่จะฆ่า มารดาผู้ตายห้ามก็ไม่ฟัง จำเลยตีและเตะจนผู้ตายล้มลงไปในนามีน้ำขัง จำเลยตามไปกดคอจนตายเพราะขาดอากาศหายใจ ดังนี้เป็นการข่มเหงรังแกเอาแก่สตรี โดยปราศจากเมตตาปรานีและโดยไม่มีเหตุอันน่าเห็นใจแต่อย่างใด กระทำต่อหน้าพยานทั้งถูกจับกุมได้ในทันทีหลังเกิดเหตุ แม้รับสารภาพ ก็เป็นการจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยได้

- คำพิพากษาฎีกาที่ 1816/2541 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธ ขู่บังคับในการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แม้ในชั้นพิจารณาแพทย์เบิกความว่าจำเลยเข้ารับการรักษาตั้งแต่ปี 2532 และตรวจพบว่าจำเลยเป็นโรคจิตเภท ขณะตรวจพบจำเลยมีอาการวิตกกังวล ไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างต่อเนื่อง จากสภาพของจำเลย ขณะตรวจสามารถวินิจฉัยได้ว่าจำเลยเป็นโรคทางจิต และไม่สามารถต่อสู้คดีก็ตาม แต่เมื่อการที่แพทย์มาเบิกความเป็นพยานดังกล่าว เป็นการพิจารณา เพื่อชี้ขาดว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้หรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 14 และไม่ปรากฏความเห็นของแพทย์ที่ตรวจอาการของจำเลยระหว่างเกิดเหตุ อีกทั้งปรากฏข้อเท็จจริงต่อหน้าศาลว่าจำเลยสามารถถามตอบต่อศาลได้ ความเห็นของแพทย์ดังกล่าว จึงยังไม่สามารถรับฟังเป็นยุติได้ว่าขณะกระทำความผิดจำเลยมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน อันจะทำให้จำเลยไม่ต้องรับโทษตาม มาตรา 65 วรรคหนึ่ง

- คำพิพากษาฎีกาที่ 7151/2541 ก่อนเกิดเหตุ 2 ถึง 3 วัน จำเลยดูข่าวโทรทัศน์ที่คนร้ายทำทีเข้าไปซื้อทอง แล้วชักอาวุธปืนออกมาปล้นเอาทองหลบหนีไปได้ จึงคิดวางแผนเอาอย่างบ้าง โดยไปยืมรถจักรยานยนต์จาก ก. ใช้สก๊อตเทปปิดป้ายทะเบียนไว้ เพื่อไม่ให้จำหมายเลขทะเบียนได้ และเอามีดคล้ายมีดปังตอที่มารดาใช้หั่นผัก ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์พกไว้ที่เอวด้านหลัง แล้วขับรถจักรยายนต์หาร้านขายทองที่ไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจ และมีผู้หญิงเป็นคนขาย ทำทีเข้าไปซื้อสร้อยคอทองคำในร้านของผู้เสียหาย เมื่อได้สร้อยแล้วจำเลยชักมีดขึ้นมาชูขู่คนในร้าน จากนั้นนำสร้อยคอทองคำไปขาย และเปลี่ยนเพิ่มสายสร้อยข้อมือของจำเลย ส่วนเงินที่ได้มาได้พาพรรคพวกไปเลี้ยง ไปเที่ยวและเล่นการพนัน พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยกระทำผิด โดยมีแผนการอันเนื่องมาจากความโลภ และเอาเงินที่ได้จากการขายทรัพย์ไปเที่ยวเตร่ หาความสำราญเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดอื่นโดยทั่ว ๆ ไป แม้จำเลยจะสมองฝ่อ เพราะเคยถูกรถยนต์เฉี่ยวชนศีรษะกระแทกพื้น มีผลทำให้เชาวน์ปัญญาลดลง อารมณ์หงุดหงิดโมโหง่าย ขาดการยับยั้งชั่งใจเช่นคนทั่วไปอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะฟังได้ว่า ขณะกระทำผิดจำเลยไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง


มาตรา 66 ความมึนเมาเพราะเสพย์สุรา หรือสิ่งเมาอย่างอื่น จะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวตามมาตรา 65 ไม่ได้ เว้นแต่ความมึนเมานั้นจะได้เกิดโดยผู้เสพย์ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้มึนเมา หรือได้เสพย์โดยถูกขืนใจให้เสพย์ และได้กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ ผู้กระทำความผิดจึงจะได้รับยกเว้นโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ถ้าผู้นั้นยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

- ความมึนเมาเพราะเสพย์สุรา หรือสิ่งเมาอย่างอื่น จะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวตามมาตรา 65 ไม่ได้

- เว้นแต่ความมึนเมานั้นจะได้เกิดโดย

- (1.1) ผู้เสพย์ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้มึนเมา หรือ

- (1.2) ได้เสพย์โดยถูกขืนใจให้เสพย์ และ

- (2.1) ได้กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้

- (ผล) ผู้กระทำความผิดจึงจะได้รับยกเว้นโทษสำหรับความผิดนั้น

- (2.2) แต่ถ้าผู้นั้นยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง

- (ผล) ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

- องค์ประกอบเหตุยกเว้นโทษ หรือลดโทษ

- มีการกระทำ (1.คิด 2.ตัดสินใจ และ 3.ลงมือ ) + กระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด

- กระทำในขณะ

- (1.1) ผู้กระทำความผิด เพราะมึนเมาเนื่องจาก (1.2) ผู้เสพย์ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้มึนเมา หรือได้เสพย์โดยถูกขืนใจให้เสพย์ ถึงขั้นไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือ ไม่สามารถบังคับตนเองได้

- (ผล) ไม่ต้องรับโทษ

- (2.1) ผู้กระทำความผิด เพราะมึนเมาเนื่องจาก (2.2) ผู้เสพย์ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้มึนเมา หรือได้เสพย์โดยถูกขืนใจให้เสพย์ ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง

- (ผล) ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้


- การอ้างเหตุมึนเมา

- คำพิพากษาฎีกาที่ 617/2526 จำเลยสมัครใจดื่มสุราเอง และขณะกระทำความผิด ก็มีความรู้ผิดชอบเป็นอย่างดี จะอ้างว่าได้กระทำผิดไปด้วยความไร้สติ ไม่รู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้ อันเนื่องมาจากดื่มสุรา เป็นข้ออ้างให้ลดหย่อนผ่อนโทษตาม ม.66 หาได้ไม่

- คำพิพากษาฎีกาที่ 24/2533 แม้จำเลยจะยิงผู้เสียหาย โดยไม่มีเจตนาประสงค์ต่อผลคือความตาย เพราะผู้เสียหายกับจำเลยเป็นเพื่อนกัน และยิงในขณะที่จำเลยมึนเมาสุรา แต่การที่จำเลยยกอาวุธปืนขึ้นเล็ง แล้วยิงไปที่ผู้เสียหายในระยะกระชั้นชิด จำเลยเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงจะต้องไปถูกผู้เสียหาย จำเลยจะอ้างความมึนเมามา เป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นความผิดไม่ได้ / จำเลยยิงผู้เสียหายในระยะใกล้กระสุนปืนถูกที่ท้อง ต้องรับการรักษาโดยการผ่าตัดหากแพทย์รักษาไม่ทัน ผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า

- คำพิพากษาฎีกาที่ 691/2541 ก่อนเกิดเหตุจำเลยเสพยาเสพติดให้โทษ เมื่อยาเสพติดดังกล่าวออกฤทธิ์ทำให้จำเลยเหนื่อย และเพลียคิดว่าตัวเองใกล้จะตาย จำเลยจึงวางแผนฆ่าตัวเองและบุตรทั้งสาม โดยเขียนจดหมายลาตาย พร้อมกับเตรียมหายาฆ่าแมลงชนิดอันตรายถึงชีวิตผสมกับข้าวให้ผู้ตายทั้งสามกิน เมื่อผู้ตายทั้งสามไม่กินข้าวที่ผสมยาฆ่าแมลงดังกล่าว จำเลยก็ใช้เหล็กชะแลงตีผู้ตายสองคน และใช้เข็มขัดรัดคอผู้ตายอีกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย พร้อมจุดไฟเผาผู้ตายทั้งสามและเผาตัวจำเลย เพื่อให้ถึงแก่ความตายไปพร้อมกันนั้น แสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว และจำเลยมีเจตนาเดียวคือต้องการให้ผู้ตายทั้งสามและจำเลยถึงแก่ความตายพร้อมกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว / การเสพสุรา หรือสิ่งเมาอย่างอื่น อันผู้กระทำผิดจะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวตาม ป.อ. มาตรา 66 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำผิดได้เสพโดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้มึนเมา หรือถูกข่มขืนใจให้เสพ และได้กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้สึกผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ ปรากฏว่าจำเลยสมัครใจเสพยา ซึ่งจำเลยเคยเสพก่อนเกิดเหตุหลายครั้ง จำเลยย่อมทราบดีว่ายาเสพติดดังกล่าวทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่งได้ จำเลยยังเบิกความยอมรับว่าขณะที่จำเลยฆ่าบุตรทั้งสามคนนั้นบางครั้งรู้สึกตัว บางครั้งไม่รู้สึกตัว ที่จำเลยคลุ้มคลั่งฆ่าบุตรทั้งสาม น่าจะเกิดจากจำเลยเสพยาเสพติดเข้าไป เช่นนี้ จำเลยจะยกข้อแก้ตัว โดยอ้างว่าได้กระทำผิดโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เสพนั้น จะทำให้มึนเมา และได้กระทำความผิดในขณะที่ไม่สามารถรู้สึกผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้นั้นหาได้ไม่

- การนำเหตุมึนเมา มาประกอบการวินิจฉัยว่าผู้กระทำมีเจตนาฆ่า หรือทำร้าย

- คำพิพากษาฎีกาที่ 1639/2509 มีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหาย ยาวทั้งตัวและด้ามประมาณคืบเศษ แผลที่แทงลึก 8 เซ็นติเมตร เป็นมีดเล็กไม่ร้ายแรง จำเลยเมาสุรามาก จึงแทงไป 1 ที แม้ถูกที่หน้าอก ก็หาได้เกิดอันตรายร้ายแรงไม่ ฟังไม่ถนัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า (ความมึนเมาเพราะเสพสุรา อ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดไม่ได้ แต่ความมึนเมาดังกล่าว นำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่น ชี้ให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยได้ ว่ามีเจตนาฆ่า หรือทำร้ายร่างกาย)

- คำพิพากษาฎีกาที่ 3863/2525 จำเลยเมาสุราได้ยิงปืนนัดแรกที่ห้องพัก นัดที่สองยิงขึ้นฟ้า แล้วลดปืนลง กระสุนปืนนัดที่สาม ก็ลั่นถูกผู้เสียหายที่เอว เมื่อเป็นปืนลูกโม่ที่การยิงจะต้องเหนี่ยวไกทีละนัด กระสุนปืนนัดที่สามจึงลั่น เพราะเจตนายิง แต่เป็นขณะเมาสุรา ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่มีเหตุเพียงพอจะคิดฆ่า ทั้งมิได้จ้องยิงตามปกติ และในขณะอยู่ห่างกัน 2 เมตร ผู้เสียหายต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 30 วัน จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ.ม.297 (8) มิใช่เป็นความผิดตาม ม.300 (ขณะยิงนัดแรก เป็นเจตนาเล็งเห็นผล ซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้ จึงควรปรับด้วยเจตนาฆ่า ไม่ถูกผู้เสียหาย ควรต้องรับผิด ตาม ม 288+80 (ต้องดูพฤติการณ์ในคดี) ส่วนนัดที่สามลั่นถูกผู้เสียหาย โดยมิได้เจตนายิงเพื่อทำร้ายหรือฆ่า ควรต้องรับผิด ม 300 แล้ว ใช้ ม 90)

ไม่มีความคิดเห็น: