ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

อาญา มาตรา ๓๓๔ - ๓๓๖ ทวิ (ต่อ)


-          ประเด็นเปรียบเทียบ ความผิด ฐานลักทรัพย์ กับฐานยักยอกทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1253/2491 เจ้าทรัพย์ยอมให้จำเลยช่วยถือทรัพย์ไว้แทนตนและไปด้วยกัน การครอบครองในทรัพย์ยังตกอยู่แก่เจ้าของทรัพย์ การที่จำเลยบังอาจพาทรัพย์นั้นหนีไป ให้พ้นจากความครอบครองของเจ้าของทรัพย์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 507/2496 จำเลยเป็นคนงานของกรมทางผู้บังคับบัญชาใช้ให้จำเลยเฝ้าฟืนหลาของกรมทางไว้ไม่ให้เป็นอันตรายสูญหาย ดังนี้ ถือว่าฟืนหล่านั้นไม่ได้อยู่ในความยึดถือครอบครองของจำเลย แต่อยู่กับผู้บังคับบัญชาจำเลย ฉะนั้นเมื่อจำเลยเอาฟืนเหลานั้นไปโดยทุจริต จำเลยก็ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์, มิใช่ยักยอกทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1778/2499  ลูกจ้างผู้ได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ดูแลครอบครองทรัพย์ ที่มีผู้นำมาฝากไว้ในโกดังแทน ได้เอาทรัพย์ที่รับฝากไว้ให้ผู้ที่สมคบกันไปขาย โดยนายจ้างมิได้อนุญาต ทั้งลูกจ้างและผู้ที่สมคบ ย่อมมีความผิดฐานยักยอก มิใช่ลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 535/2500 โคของผู้เสียหายติดรวมฝูงโคจำเลย ผู้เสียหายแยกออกไม่ได้ จึงพูดสั่งขอให้จำเลยดูไว้ให้ด้วย เดี๋ยวจะมาเอา จำเลยรับคำ แล้วพาฝูงโคไปบ้านและพาโคผู้เสียหายสูญไป เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นว่าพยานโจทก์ฟังได้ว่า โคของผู้เสียหายติดตัวเมียรวม เข้าไปอยู่ในฝูงโคของจำเลยและในที่สุดมีผู้เห็นจำเลยกับพวกพาโคของผู้เสียหายไปแต่การที่ผู้เสียหายสั่งจำเลยขอให้จำเลยดูไว้ให้ด้วยนั้น เห็นว่า การพูดเช่นนี้จะถือว่าเป็นการรับมอบหมายอันจะกลายเป็นผิดฐานยักยอก ยังไม่ได้ เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำผิดจริงดังฟ้อง แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายที่ใช้อยู่บัดนี้ ไม่มีบัญญัติถึงการลักปศุสัตว์และสัตว์พาหนะโดยเฉพาะ เช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 294 กฎหมายลักษณะอาญาต้องใช้ มาตรา 293 กฎหมายลักษณะอาญาซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าเป็นบทลงโทษ จำเลย พิพากษากลับบังคับคดีลงโทษจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ใช้มาตรา 293 กฎหมายลักษณะอาญาเป็นบทลงโทษแทน
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 301/2503 เจ้าทรัพย์ให้จำเลยเอาเงินไปเก็บไว้ในตู้ของผู้เสียหาย ในห้องนอนผู้เสียหาย แม้จะได้มอบกุญแจตู้ให้จำเลยไปด้วย ก็ยังถือว่าเงินนั้น ยังอยู่ในความครอบครองของเจ้าทรัพย์ จำเลยเอาไปย่อมเป็นผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1253/2506 การที่จำเลยเป็นลูกจ้างในโรงแรมแห่งหนึ่ง และทำหน้าที่เป็นพนักงานขายสุรานั้น สุราที่จำเลยไปเบิกมาขาย ยังอยู่ในความครอบครองของโรงแรม เมื่อจำเลยร่วมกันเอาสุรานั้นไปเป็นของตน โดยมีเจตนาทุจริตเช่นนี้ มีความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 179/2507 จำเลยลอบเปิดกระเป๋าถือซึ่งผู้เสียหายฝากจำเลยไว้ให้ดูแทนชั่วคราว แล้วเอาสร้อยกับธนบัตรไป เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่ยักยอก / ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดในเรือโดยสารประจำทาง เหตุเกิดที่ตำบลปากพนัง ทางพิจารณาได้ความว่า เหตุเกิดในเรือโดยสารซึ่งเดินจากอำเภอปากพนัง ไปอำเภอหัวไทร แม้จะไม่ปรากฏชัดว่า ขณะเกิดเหตุนั้นเรือแล่นไปถึงตำบลใด ไม่ถือว่าทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้อง จนถึงขนาดยกฟ้อง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 159/2512 ผู้เสียหายจับกระบือไม่ได้เพราะติดอยู่ในฝูงอื่นซึ่งอยู่บนเขาและเป็นทำเลเลี้ยงมิใช่เพริดไปจนพ้นการติดตาม ดังนี้ ตามกฎหมายต้องถือว่าผู้เสียหายยังครอบครองกระบือตัวนั้นอยู่เพราะผู้เสียหายยังไม่ได้สละการครอบครองกระบือตัวนั้นการที่จำเลยยิงกระบือของผู้เสียหาย ตายและชำแหละเอาเนื้อกระบือไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เป็นการเอาไปโดยทุจริต เป็นการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ส่วนการที่จำเลยชำแหละเนื้อกระบือเอาไป ก็เป็นการครอบครอง เพราะยึดถือเพื่อตนแต่เป็นผลภายหลังการที่จำเลยลักกระบือนั้นแล้ว ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 341/2512 ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยเอารถยนต์ไปให้นายพูลดูดน้ำมันออกและขายน้ำมันให้แก่นายพูลโดยรับเอาเงินค่าขายไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว และวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า จำเลยเป็นพลทหารเรือประจำการ มีหน้าที่เป็นพลขับรถยนต์ของราชการทหารเรือ จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการใช้และรักษาน้ำมันรถที่จำเลยทำหน้าที่ขับนั้นด้วย การที่จำเลยยอมให้บุคคลอื่นดูดเอาน้ำมันในรถไปแล้วรับเงินจากบุคคลนั้นเป็นค่าตอบแทนเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัว ย่อมเป็นการเบียดบังน้ำมันของทางราชการไปโดยทุจริตอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 / ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) จำคุก 3 ปี ลดโทษฐานให้การเป็น ประโยชน์แก่การสอบสวนและการพิจารณา 1 ใน 3 ตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการยักยอก และจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานตามมาตรา 147 พิพากษาแก้ว่าจำเลยผิดตามมาตรา 352 ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษหนึ่งในสามคงจำคุก 8 เดือน โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 460/2512 (สบฎ เน 2112) จำเลยได้รับมอบหมายให้พาทรัพย์ของนายจ้างให้พ้นจากที่วิวาท แล้วเบียดบังทรัพย์ ผิดยักยอก ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริง แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นลูกจ้างนายนิตย์ผู้เสียหาย วันเกิดเหตุนายนิตย์กับจำเลยและพวกไปซื้อสุกรที่บ้านนายไฮ้ ได้เกิดโต้เถียงกับนายไฮ้อย่างรุนแรง นายนิตย์ผู้เสียหายจะเข้าวิวาทกับนายไฮ้และพวกจึงมอบกระเป๋าทรัพย์ให้จำเลยพาออกไปให้พ้นจากที่วิวาท เพื่อความปลอดภัยแห่งทรัพย์ เมื่อเลิกวิวาทกันแล้วนายนิตย์ต้องการกระเป๋าทรัพย์คืน แต่หาตัวจำเลยไม่พบปรากฏว่าจำเลยพากระเป๋าทรัพย์นั้นหนีไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังยักยอกเอาทรัพย์ของนายจ้างไปโดยทุจริตตามฟ้อง หาใช่กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 528/2512 การที่จำเลยเอาทรัพย์ซึ่งมีผู้อื่นควบคุมดูแลแทนเจ้าทรัพย์ไป โดยจำเลยมิได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ครอบครองและนำทรัพย์นั้นไปแต่อย่างไร จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 / จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลเชื่อว่าจำเลยลักทรัพย์ในรถที่จำเลยขับมา จะเห็นได้ว่าจำเลยเอาของที่อยู่ในความควบคุมและรับผิดชอบของจำเลยเอง อันเป็นการยักยอกทรัพย์ จึงควรพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สินค้าที่หายไปเป็นของหน่วยจัสแมก เมื่อขนสินค้าบรรทุกรถยนต์แล้ว ยังมีสิบโทเอื้อนควบคุมดูแลไปแทนเจ้าทรัพย์อีก ไม่ใช่มอบหมายให้จำเลยนำไปแต่ลำพัง เจ้าทรัพย์ครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่ จำเลยมิได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ครอบครองแต่อย่างไร จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 719/2512 (สบฎ เน 2113) จำเลยเป็นคนขับรถบรรทุก เป็นผู้ถูกใช้ให้ขนทรัพย์ตามคำสั่งเจ้าของทรัพย์ ความยึดถือครอบครองทรัพย์ ยังคงอยู่กับเจ้าของทรัพย์ เมื่อจำเลยเอาทรัพย์ไป ผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฐานยักยอกทรัพย์ /  ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อที่ 1 ว่า หน่วยส่งบำรุงกำลังที่ 9 เป็นหน่วยย่อยของหน่วยที่ปรึกษาทางการทหารของสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (หน่วยจัสแม็ค) มีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบขนส่งสินค้าขึ้นจากเรือ แล้วจัดส่งมอบให้กับหน่วยทหารต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทยโดยจัดส่งทางรถยนต์ ขององค์การ ร... จำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถขององค์การ ร... ได้ขับรถบรรทุกทรัพย์ของกลางจากหน่วยจัสแม็คสัตหีบเพื่อไปส่งให้หน่วย เนวีเอกซเชนจ์ที่ท่าเรือคลองเตยกรุงเทพฯ ดังนี้จะถือว่าหน่วยจัสแม็คผู้เป็นเจ้าของได้มอบหมายการครอบครองในทรัพย์ของกลางให้กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 มีฐานะเพียงแต่เป็นผู้ถูกใช้ให้ขนไปตามคำสั่งของเจ้าของความยึดถือครอบครองในทรัพย์ของกลางยังคงอยู่กับหน่วยจัสแม็คผู้เป็นเจ้าของตามเดิม เมื่อจำเลยที่ 1, 2, 3, 4, 5 เอาทรัพย์รายนี้ไป จึงเป็นการร่วมกันเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดฐานยักยอก
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1924-1925/2514 เจ้าของเรือสั่งให้ลูกจ้างนำเรือ พร้อมด้วยอวนและเครื่องใช้ออกไปจับปลาในทะเลตามหน้าที่ มีระยะเวลา 2 วัน และเมื่อจับปลาเสร็จลูกจ้างก็จะต้องนำเรือกลับมา เป็นกิจวัตรในการปฏิบัติหน้าที่ของลูกจ้าง ถือว่าเรือพร้อมด้วยอวนและเครื่องใช้ยังอยู่ในความครอบครองของเจ้าของเรือ เมื่อลูกจ้างซุกซ่อน แล้วบอกขายโดยเจตนาทุจริต ผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2343/2514 จำเลยมีหน้าที่เพียงเก็บเงินค่าสมัครเข้าเป็นสมาชิก ค่าบำรุง แม้จำเลยจะเป็นผู้เก็บรักษาเงิน ก็ไม่มีอำนาจจัดการกับเงิน จะเอาไปใช้จ่ายอะไรไม่ได้ ดังนี้ จะถือว่าจำเลยได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์ของสมาคมด้วยยังไม่ได้ เมื่อจำเลยยักยอกเงินดังกล่าวไป จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 คงมีความผิดตามมาตรา 352 แต่บทเดียว
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2066/2515 จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโรงแรม มีหน้าที่ เป็นช่างไฟฟ้าควบคุมเครื่องยนต์ทำสตีม เฉพาะเวรผลัดกลางวัน และได้รับมอบหมายจากโรงแรมให้สั่งซื้อน้ำมันดีเซล มาใช้กับเครื่องยนต์ได้ โดยผู้ขายจะบรรทุกน้ำมันมาถ่ายลงถังเก็บน้ำมันที่โรงแรม และจำเลยเป็นผู้เซ็นรับน้ำมัน จำเลยสั่งซื้อ และเซ็นรับน้ำมัน แล้วได้ร่วมกันเอาน้ำมันไปขายเสีย ไม่ได้ถ่ายน้ำมันลงเก็บในถังน้ำมันของโรงแรมดังนี้ ถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ยักยอก เพราะการให้อำนาจสั่งซื้อน้ำมัน มิได้หมายความว่าให้จำเลยครอบครองน้ำมันนั้น
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 206/2516 จำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัทค้าน้ำมัน มีหน้าที่เพียงจ่าย หรือเติมน้ำมันให้แก่ผู้ที่นำใบสั่งจ่าย มายื่นเท่านั้น น้ำมันเก็บรักษาไว้ในคลังน้ำมันซึ่งมีผู้อื่นเป็นผู้จัดการ ดังนี้ ไม่ถือว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองน้ำมัน เมื่อจำเลยจ่ายน้ำมันเกินกว่าจำนวนตามใบสั่ง แล้วเอาน้ำมันที่จ่ายเกินนั้นไปโดยทุจริต ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอก
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1608/2519 พระพุทธรูปซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัด  จึงอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส  ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37(1) จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาพระพุทธรูปเป็นของตนหรือของจำเลยที่ 2 โดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ในการเบียดบังเอาพระพุทธรูป มีความผิดเกี่ยวกับการยักยอกด้วย / โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานยักยอกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกด้วย ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ศาลต้องยกฟ้อง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192และการยกฟ้องนี้เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ยกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2610/2519  ป.รับราชการและอยู่บ้านห่างไกลจากนาที่ทำ จึงมอบให้จำเลยควบคุมดูแลกระบือ 2 ตัวและรถจักรยาน 2 ล้อรักษาไว้ใช้งานที่นา การยึดถือครอบครองอยู่ที่จำเลย จำเลยเอาทรัพย์นั้นไป  เป็นยักยอก ไม่ใช่ลักทรัพย์ดังที่บรรยายฟ้อง ลงโทษฐานยักยอกไม่ได้ / ผู้เสียหายได้มอบกระบือและรถจักรยาน 2 ล้อให้จำเลยเป็นผู้ควบคุมดูแล รักษาโดยเก็บรักษาไว้ที่นาเพื่อใช้ทำนาและไร่ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวผู้เสียหายได้มอบหมายให้จำเลยยึดถือครอบครองทรัพย์นั้นแทนผู้เสียหาย การยึดถือครอบครองทรัพย์จึงอยู่ที่จำเลย หาใช่ยังอยู่ที่ผู้เสียหายไม่ เมื่อจำเลยเอาทรัพย์นั้นไปให้แก่บุคคลอื่น จึงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หาใช่ลักทรัพย์ตามฟ้องไม่ เมื่อกรณีเป็นเช่นนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงตามฟ้องในข้อสาระสำคัญซึ่งโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลย จะลงโทษจำเลย ตามฟ้องไม่ได้
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1636/2521 จำเลยรับจ้างซ่อมรถไถของโจทก์ รถอยู่กับจำเลยที่อู่ราว 1 ปี ถือได้ว่าโจทก์มอบหมายให้จำเลยครอบครองรถและเสื้อสูบของโจทก์ จำเลยเปลี่ยนเอาเสื้อสูบเก่าใส่แทนเสื้อสูบใหม่ของโจทก์ เป็นยักยอก ไม่ใช่ลักทรัพย์ดังฟ้อง ศาลยกฟ้อง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 370/2521 ผู้เสียหายและจำเลยไปซื้อพริกด้วยกัน ขณะที่ผู้เสียหายกำลังก้มลงเลือกพริกอยู่ จำเลยบอกผู้เสียหายว่าเงินในกระเป๋าจะตกพร้อมกับหยิบเอาห่อพลาสติกซึ่งผู้เสียหายใส่เงิน  2,200 บาท จากกระเป๋าเสื้อของผู้เสียหายมาถือไว้ผู้เสียหายจึงบอกให้จำเลยถือไว้ให้ดีอย่าให้ตกหาย แล้วเลือกพริกต่อไปอีกประมาณ 10 นาที เมื่อเงยหน้าขึ้นปรากฏว่าจำเลยเอาเงินของผู้เสียหายหลบหนีไปเสียแล้วเช่นนี้ การครอบครองเงินจำนวนนี้ ยังอยู่กับผู้เสียหายการที่จำเลยเอาเงินของผู้เสียหายไป จึงมีความผิด ฐานลักทรัพย์ จำเลยบอกผู้เสียหายว่าเงินจะตก และหยิบห่อเงินของผู้เสียหายมาถือไว้ผู้เสียหายบอกว่าถือไว้ให้ดี แล้วเลือกพริกต่อไปจำเลยหลบหนีไป ดังนี้การครอบครองเงินยังอยู่กับผู้เสียหาย จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์ฟ้องฐานยักยอกทรัพย์เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ศาลยกฟ้อง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 755/2527 จำเลยเช่าที่ดินโจทก์ทำไร่ แล้วจำเลยขุดเอาดินจากที่ดินนั้นไปขายโดยทุจริต จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ผิดฐานยักยอก เพราะการเช่าที่ดินนั้นผู้ให้เช่า ให้เช่าทรัพย์สินในสภาพที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อที่ดินถูกขุดขึ้นมาแล้ว ย่อมเปลี่ยนสภาพเป็นสังหาริมทรัพย์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เช่า ดินที่ถูกขุดมาจึงคงอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1862/2528 การที่ผู้เสียหายเอาเงินสดให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างนำไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายในธนาคารนั้น ถือว่าผู้เสียหายได้มอบเงินสดจำนวนนั้นให้อยู่ในความครอบครองของจำเลย เพราะจำเลยจะต้องถือและรักษาเงินสดจำนวนนั้นจนกระทั่งนำไปฝากธนาคาร ให้เรียบร้อยการที่จำเลยวางแผนให้พวกของจำเลยมาแย่งเอาเงินไป ในระหว่างทางที่ไปธนาคารการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2478/2528 การกระทำที่เจ้าของรวม จะมีความผิดฐานลักทรัพย์ไปจากเจ้าของรวมคนอื่นนั้น จะต้องได้ความว่าเจ้าของรวมผู้ลัก มิได้ครอบครองทรัพย์อยู่ในขณะที่ลัก หากแต่ทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของเจ้าของรวมคนอื่น และเอาไปจากการครอบครองของผู้นั้น โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนในการซื้อไม้เพื่อขาย แล้วนำผลกำไรมาแบ่งกัน การที่จำเลยทั้งสองตัดฟันโค่นไม้ในที่ดิน ที่โจทก์ซื้อไว้ในนามของหุ้นส่วน การครอบครองของโจทก์ถือเป็นการครอบครองไว้แทนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 950/2530 จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของกรมชลประทาน ได้รับคำสั่งให้ไปควบคุมเครื่องดันน้ำ โดยกรมชลประทานส่งน้ำมันที่ใช้กับเครื่องดันน้ำให้และมีเจ้าหน้าที่ไปควบคุมดูแลการปฏิบัติงาน และตรวจสอบการใช้น้ำมันทุกวันน้ำมันดังกล่าว ยังอยู่ในความครอบครองของกรมชลประทาน เมื่อจำเลยทั้งสองเอาน้ำมันนั้นไปขายจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 617/2536 การที่โจทก์ร่วมมอบเงินให้แก่จำเลยเพื่อไปฝากเข้าบัญชี เป็นการส่งมอบทรัพย์ให้อยู่ในความยึดถือของจำเลยอันเป็นการมอบให้ครอบครองทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์ร่วม จำเลยจึงอยู่ในฐานะครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น เมื่อจำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1891 - 1892/2536 การที่เจ้าของรวม จะมีความผิดฐานลักทรัพย์ไปจากเจ้าของรวมคนอื่น จะต้องได้ความว่าเจ้าของรวมผู้ลัก มิได้ครอบครองทรัพย์อยู่ในขณะที่ลัก หากแต่ทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของเจ้าของรวมคนอื่น และเอาไปจากการครอบครองนั้น แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 เป็นทายาทนายบรรจง ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับชาวมาเลเซีย และเป็นผู้ครอบครองหอบแครงร่วมอยู่ด้วย ใช้บุคคลอื่นไปตักหองแครงซึ่งอยู่ในความครอบครองของตนเอง จึงไม่มีความผิดฐานใช้บุคคลอื่นลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 671/2539 จำเลยอาสานำบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหาย ไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝาก แต่กลับนำบัตรไปเบิกถอนเงินจากตู้ เอ.ที.เอ็ม. ของธนาคารไป ถือว่าจำเลยหลอกเอาบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายไป เพื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากในธนาคารของผู้เสียหายจากตู้ เอ.ที.เอ็ม. ของธนาคาร เงินที่เบิกถอนนั้นเป็นของผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงเงินของผู้เสียหาย แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ตามป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม
-          คำพิพากษาฎีกา 9392/2539 จำเลยเป็นตัวแทนขายเครื่องพิมพ์ดีดของผู้เสียหาย โดยได้รับค่าตอบแทนจากผู้เสียหายเครื่องละ 100 บาท จำเลยติดต่อนำเครื่องพิมพ์ดีดของผู้เสียหายไปฝากขายที่ร้านค้าของผู้อื่น และมีสิทธิรับเครื่องพิมพ์ดีดนั้นคืนได้ การที่จำเลยรับเครื่องพิมพ์ดีดคืนจำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวโดยชอบ มีสิทธินำไปขายหรือส่งมอบคืนผู้เสียหายได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยนำเครื่องพิมพ์ดีดที่รับคืนมาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เป็นการเบียดบังเอาเครื่องพิมพ์ดีดนั้นเป็นของตนโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง / ความผิดฐานยักยอกที่ได้ความตามทางพิจารณาแตกต่างจากความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ไม่ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยฐานยักยอกได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 816/2540 ผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดูแลการปรับที่ดินแทน แม้ผู้เสียหายสัญญาว่าเมื่อปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้ว จะยอมให้จำเลยที่ 1 ทำประโยชน์ในที่ดินเป็นเวลา 3 ปีก็ตาม แต่ระหว่างปรับที่ดินของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะผู้ดูแลการปรับพื้นที่แทนผู้เสียหายเท่านั้น หาใช่ผู้เสียหายมอบการครอบครองที่ดิน ที่จะปรับให้จำเลยที่ 1 ครอบครองไม่ เมื่อฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขุดบ่อหรือสระโดยยกดินที่ขุดได้ให้ผู้ขุด เป็นการตอบแทนการที่จำเลยที่ 1 จัดการให้จำเลยที่ 2 ขุดเอาดินในที่ดินของผู้เสียหายไป จึงเป็นการเอาทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หาใช่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 5439/2541 ขณะที่ผู้เสียหายกำลังเดินซื้อของ มีพวกจำเลยมาหลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยเก็บกระเป๋าใส่เงินได้ และจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ผู้เสียหาย แต่ขอให้ผู้เสียหายถอดทรัพย์สินออกมารวมกับทรัพย์สินของจำเลยกับพวก การที่ผู้เสียหายถอดทรัพย์สิน ออกมาห่อรวมกับทรัพย์สินของจำเลยกับพวก เพราะมีข้อตกลงกันว่าจะมีการแบ่งทรัพย์สินให้ผู้เสียหายส่วนหนึ่ง และให้ผู้เสียหายเป็นคนถือห่อทรัพย์สินดังกล่าวนั้น เป็นแต่เพียงผู้เสียหายส่งมอบทรัพย์สินให้จำเลยกับพวกยึดถือไว้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น ผู้เสียหายยังมิได้สละการครอบครองให้จำเลยกับพวก ดังนั้น การที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหาย และพวกจำเลยเอาทรัพย์สินบางส่วนของผู้เสียหายไป จำเลยย่อมมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 7264/2542 การที่ไม่มีรายการถอนเงินในสมุดคู่ฝาก แต่กลับมีรายการถอนที่ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นในทางตรงกันข้ามกับข้อกล่าวอ้างของจำเลยว่ารายการ 2 แห่งแตกต่างกันเนื่องจากการทุจริต เนื่องจากมีการลอบทำรายการถอนเงินอันเป็นเท็จ โดยไม่มีการถอนเงินจริง การลักลอบทำรายการถอนเงินอันเป็นเท็จดังกล่าวนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดทำเล่นเป็นการสนุก เชื่อได้ว่าผู้กระทำเช่นนี้กระทำเพื่อเอาเงินของผู้เสียหายโดยทำรายการถอนพรางไว้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงิน 1,100,000 บาท ของผู้เสียหาย หายไปจริง / จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหาย มีหน้าที่รับจ่ายเงินสดแทนผู้เสียหายจึงมีอำนาจยึดถือเงินสดของผู้เสียหายไว้ เพียงชั่วระยะเวลาทำการ ผู้เสียหายหาได้ส่งมอบเงินสดให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยไม่ เมื่อจำเลยเอาเงินสดนั้นไปเป็นของตน โดยไม่มีสิทธิ อันเป็นการทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1104/2545 จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหาย ตำแหน่งพนักงานธนากรมีหน้าที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า แต่เงินที่ลูกค้านำฝาก เข้าบัญชีของลูกค้าไว้กับผู้เสียหายเป็นของผู้เสียหายและอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย มิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่จำเลยใช้ใบถอนเงินหรือแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าผู้ฝากต่างกรรมต่างวาระในรูปแบบทางเอกสารเป็นกลวิธีในการถอนเงินของผู้เสียหายจนเป็นผลสำเร็จ แล้วทุจริตนำเงินนั้นไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์


-          ประเด็นเปรียบเทียบ ความผิด ฐานลักทรัพย์ กับฐานยักยอกทรัพย์สินหาย และยักยอกทรัพย์ที่ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิด
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 448/2488 เจ้าของติดตามค้นหาของอยู่ แต่ผู้เก็บทรัพย์ไม่รู้ ถือตามความเข้าใจ ผิด ม 352 2
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2135/2499 เจ้าทรัพย์ลืมกระเป๋าทิ้งไว้ที่ข้างเกียร์บนรถยนต์ที่จำเลยเป็นผู้ขับขี่ , มีบุคคลอื่นมาพบและเก็บได้ถามว่ากระเป๋าของใคร ผู้โดยสารคนหนึ่งว่าเป็นของเขา ผู้เก็บได้จึงส่งกระเป๋าเงินให้จำเลยไปให้ผู้โดยสารคนนั้น เพราะมาด้วยกัน แต่จำเลยกลับเอาไว้เสียเอง เช่นนี้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก มิใช่ลักทรัพย์ เพราะเมื่อเจ้าทรัพย์ลืมกระเป๋าเงินทิ้งไว้กรณีเป็นเก็บของตก ความยึดถือครอบครองทรัพย์ย่อมตกอยู่แก่คนกระเป๋ารถ ๆ มอบทรัพย์ให้อยู่ในความยึดถือครอบครองของจำเลยอีกต่อหนึ่ง โดยจำเลยไม่ทราบว่ากระเป๋าเป็นของใคร เมื่อจำเลยเอาไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียจึงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1269/2501 โคหายจากที่เลี้ยงไปอยู่โดยอิสระ ณ ที่อื่นห่าง 4 กิโลเมตรในวันรุ่งขึ้น ต่อมาอีกวันหนึ่งจึงมีผู้เห็นจำเลยพาโคนั้นไปดังนี้ ไม่ใช่ลักทรัพย์ จะเป็นความผิดก็ฐานเก็บของตก  (ไม่ได้ความ ว่าจำเลยรู้มาก่อนว่าโคเป็นของผู้เสียหาย) /  ฟ้องว่า ลักทรัพย์ ได้ความว่าเก็บของตก ต่างกันในสารสำคัญ ลงโทษไม่ได้ / ศาลฎีกาฟังว่า ผู้เสียหายมีโค 2 ตัว เคยเลี้ยงโดยตอนเช้าปล่อยโคออกจากบ้านไปหากินตามลำพัง ตอนบ่ายจึงต้อนกลับ ในวันเกิดเหตุที่ 27 เมษายน 2500 ตอนบ่ายผู้เสียหายไปดูไม่เห็นโคเช่นเคยค้นอยู่จนค่ำก็ไม่พบ รุ่งขึ้นค้นอีกจนเที่ยงก็ไม่พบ จึงไปแจ้งความกับนายบุญผู้ใหญ่บ้าน ครั้นตกค่ำโคกลับมาบ้านตัวหนึ่ง รุ่งขึ้นวันที่ 29 มีคนมาบอกว่าเห็นโคนอนอยู่ตาม ทางเดินในหมู่บ้าน ต่อมามีพยานเห็นจำเลยที่ 1-2 อยู่กับโคนั้น และพาโคไปทางหมู่บ้านขัวขอนแคน มีพยานอีกปากเห็นจำเลยทั้งสามหาบเนื้อออกจากป่าช้านายบุญผู้ใหญ่บ้านจึงไปดูที่ป่าช้าพบซากโคเป็นโคตัวที่หาย จึงพากันไปดูที่กระท่อมจำเลยที่ 1 ตอนนั้นเวลาค่ำแล้ว เห็นจำเลยที่ 1 เอาไหเนื้อฝังดินไว้เมื่อตอนจวนสว่าง รูปคดีเป็นดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าพยานโจทก์พอลงโทษจำเลยหรือไม่มีข้อที่จะต้องคิดว่าจำเลยจะมีผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่ากรณีฟังได้ถนัดว่าโคพลัดเพริดไปโดยอิสสระการที่จำเลยที่ 1-2 มาจับเอาไปในตอนหลังก็ไม่ได้ความว่า จำเลยรู้ว่าเป็นโคของผู้เสียหายฉะนั้น การกระทำของ จำเลยทั้งสองจะเป็นผิดทางอาญาก็แต่ในฐานยักยอกเก็บทรัพย์ของผู้อื่น ตามประมวลอาญา มาตรา 352 วรรคสอง เท่านั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญจะลงโทษจำเลยไม่ได้ คดีไม่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันใดต่อไปศาลฎีกาพิพากษายืน
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 519/2502 จำเลยเก็บกระเป๋าใส่เงินของเจ้าทรัพย์ซึ่งเหน็บไว้ที่เอว แล้วเลื่อนหลุดไปจากเอว ในขณะนั่งดูภาพยนต์อยู่ใกล้เคียงกัน ถือว่าทรัพย์นั้นยังอยู่ในความยึดถือของเจ้าทรัพย์ ไม่ใช่เป็นทรัพย์ที่อยู่ในสภาพของตกของหาย เมื่อจำเลยเอาไปเสีย ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1363/2503 ทรัพย์สินหายเป็นเรื่องที่ทรัพย์หลุดพ้นไปจากความยึดถือของเจ้าของ หรือผู้ครอบครองโดยมิได้ตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องสละการครอบครอง ถ้าเก็บเอาไปโดยรู้หรือควรรู้ว่า ทรัพย์นั้นเจ้าของกำลังติดตาม หรือจะติดตามเพื่อเอาคืน ก็เป็นลักทรัพย์ ถ้าไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้ก็เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย จำเลยรู้หรือควรรู้ว่ารถทหารคว่ำปืนจมน้ำอยู่ แล้วถือ โอกาสตนปลอดผู้คน ไปงมเอาปืนที่อยู่ในระหว่างเจ้าของกำลังติดตามเพื่อเอาคืน จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1628/2509 เจ้าทรัพย์เอาเงินเหน็บไว้ชายผ้าแล้วเดินไปธุระ จำเลยเดินมาตามถนนพบธนบัตรตกอยู่ก็เก็บเอาเสีย  เจ้าทรัพย์พอรู้สึกว่าเงินที่เหน็บไว้หายไปก็รีบไปดูตามทาง เพราะไม่รู้ว่าตกที่ไหน ไปสอบถามจำเลยว่าเห็นเงินตกตามทางบ้างไหม  จำเลยปฏิเสธ ดังนี้ เห็นว่าตอนจำเลยเก็บเงินไปนั้น ก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร และก็ไม่รู้ว่าเจ้าของกำลังติดตามอยู่ ฉะนั้น เมื่อจำเลยเก็บเงินตกกลางทางได้  และเอาเป็นประโยชน์ของตนเสียโดยเจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายซึ่งจำเลยเก็บได้
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 468/2510 กระบือหายจากที่เลี้ยงไปอยู่กลางทุ่งใกล้กระท่อมนาผู้อื่นซึ่งห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร และพวกเจ้าทรัพย์กำลังติดตามอยู่ ดังนี้ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินหาย เพราะความยึดถือของเจ้าทรัพย์ยังไม่ขาดตอนไป ซึ่งจำเลยควรจะรู้ว่าหากจำเลยไม่พาเอาไปเสีย เจ้าของก็ยังติดตามเอาคืนได้ง่าย เมื่อจำเลยเอากระบือนั้นไป จำเลยย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่ยักยอกเก็บของตกไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 159/2512 ผู้เสียหายจับกระบือไม่ได้เพราะติดอยู่ในฝูงอื่นซึ่งอยู่บนเขาและเป็นทำเลเลี้ยงมิใช่เพริดไปจนพ้นการติดตาม ดังนี้ ตามกฎหมายต้องถือว่าผู้เสียหายยังครอบครองกระบือตัวนั้นอยู่เพราะผู้เสียหายยังไม่ได้สละการครอบครองกระบือตัวนั้นการที่จำเลยยิงกระบือของผู้เสียหาย ตายและชำแหละเอาเนื้อกระบือไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เป็นการเอาไปโดยทุจริต เป็นการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ส่วนการที่จำเลยชำแหละเนื้อกระบือเอาไป ก็เป็นการครอบครอง เพราะยึดถือเพื่อตนแต่เป็นผลภายหลังการที่จำเลยลักกระบือนั้นแล้ว ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 207/2512 (สบฎ เน 2112) ผู้เสียหายทำปากกาตกบริเวณร้านกาแฟ แม้ออกไปจากบริเวณประมาณ 1 เส้น ไม่เกิน 5 นาที ก็รีบกลับมาค้นหา ได้ความว่า ชายคนหนึ่งเก็บได้ ถามหาเจ้าของ จำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของ ถือว่าทรัพย์ยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหาย ไม่ใช่ทรัพย์ตกหาย จำเลยเอาจากผู้อื่นไว้ ผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1745/2514 สร้อยข้อมือของผู้เสียหายหล่นตกอยู่บนศาลาผู้เสียหายลงไปห่างศาลาเพียง 2 เส้น พอรู้ตัวว่าสายสร้อยหายก็ขึ้นไปตามหาบนศาลา ปรากฏว่าเด็กชาย ส. เก็บได้แล้วนำไปมอบให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาว จำเลยที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาที่ข้างศาลา จำเลยที่ 1 รับเอาห่อพก ออกจากวัดไปทันที เป็นเวลากระชั้นชิดติดพันกันถือว่าทรัพย์นั้นยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหายไม่ใช่ทรัพย์ตกหายการที่จำเลยที่ 1 เอาทรัพย์นั้นไปโดยรู้ว่าไม่ใช่ทรัพย์ของตนในลักษณะดังนี้  เป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตต้องด้วยความผิดฐานลักทรัพย์ส่วนจำเลยที่ 2 อายุเพียง 13 ปี รับสายสร้อยจากน้องเอาไปให้มารดาตามวิสัยเด็ก ไม่มีเจตนาที่จะยึดถือทรัพย์นั้นไว้ จึงไม่มีความผิดสถานใด
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 895/2515 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันลักเรือ (สองลำ) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,  83  ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเก็บเรือซึ่งหลุดลอยอยู่ในแม่น้ำแล้วนำไปซุกซ่อน เบียดบังเอาเป็นของตน อันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณา ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษ ศาลย่อมจะลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่ได้มีพยานรู้เห็นขณะที่เรือของกลางได้หายไปจากที่ที่นายเฮงโจทก์ร่วมได้จอดไว้ คดีฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้พาเรือของกลางซึ่งหลุดลอยอยู่ไปซุกซ่อนไว้เพื่อนำไปขายต่อ กรณีอาจจะเป็นโดยคนร้ายลักไปก็ได้ หรือเรือนั้นอาจจะหลุดลอยไปเองก็ได้ เพราะอาจเป็นไปได้ว่านายเฮงโจทก์ร่วมอาจจะใส่กุญแจโซ่ล่ามเรือไว้ไม่เรียบร้อยจึงหลุดลอยไปเองก็ได้ เรือซึ่งหลุดลอยอยู่เป็นทรัพย์สินหายซึ่งจำเลยเก็บได้แล้วเบียดบังเอาเรือนั้นไว้เป็นของตน จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษ ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้ความปรากฏในทางพิจารณา ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์จะขอให้ลงโทษแล้ว เช่นนี้ ศาลย่อมจะลงโทษจำเลยไม่เกินกว่าคำขอของโจทก์มิได้ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2354/2518 ศ. ทำกระเป๋าบรรจุธนบัตร 1,800 บาท เช็คและของเบ็ดเตล็ดตกระหว่างทาง 3 เส้น ศ. กลับมาหาทันที แต่จำเลยเก็บไปก่อนโดยควรรู้ว่าอยู่ระหว่างเจ้าของติดตามหา เป็นการเอาไปจากการครอบครองของเจ้าทรัพย์จำเลยคืนแต่กระเป๋า ปฏิเสธว่าไม่มีเงิน เป็นลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2402/2529 จำเลยที่ 2 อายุ 18 ปี เป็นบุตรสาวจำเลยที่ 1 รับธนบัตรมาจากจำเลยที่ 1และถูกกำชับให้ปกปิดมิให้ผู้ใดทราบ เมื่อค้นตัว ธนบัตรหล่นจากเอว ดังนี้ จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจร ผู้เสียหายทำธนบัตรตกที่หน้าแผงลอย จำเลยที่ 1 ก้มลงหยิบธนบัตรไป หลังจากจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว ผู้เสียหายจึงรู้ตัว สอบถาม พ.ได้ความว่าจำเลยที่ 1 เก็บเอาไป จำเลยที่ 1 เอาธนบัตรไป ในขณะที่ผู้เสียหายยังอยู่ในบริเวณที่ทำธนบัตรตกในเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง ผู้เสียหายก็รู้ทันทีว่าธนบัตรหาย นับแต่เวลาที่ธนบัตรหล่นลงไปที่พื้นจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 หยิบเอาไป ผู้เสียหายยังคงยึดถือธนบัตรนั้นอยู่ การครอบครองยังอยู่กับผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 เอาไป จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เก็บของตกไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 703/2539 พนักงานของโจทก์ร่วมส่งมอบเงินให้แก่จำเลยที่นำเช็คมาเบิกเงินเกินจำนวนไป เนื่องจากมิได้ดูจำนวนเงินในเช็คให้รอบคอบ ถือว่าเป็นการส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไป เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเป็นของตนจึงเป็นความผิดฐานยักยอก
-          คำพิพากษาฎีกา 1330/2539 จำเลยที่ 1 ขอสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ไปตรวจกับผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 2 จดไว้แล้ว ไม่คืนให้โจทก์ กลับนำไปมอบให้ธนาคารขอรับเงินรางวัลแทนและนำเงินมาเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และ ท. ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 และมารดาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารดังกล่าว อันเป็นการเบียดบังเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับพิพาทและเงินรางวัลที่ได้รับมาเป็นของตนและของบุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานยักยอก / จำเลยทั้งสองฉวยโอกาสจากการที่เป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันและใกล้ชิดสนิทสนมกับโจทก์ยักยอกเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับพิพาทซึ่งถูกรางวัลที่ 1 เป็นจำนวนเงินถึง 6,000,000 บาท อันนับได้ว่าเป็นโชคลาภสูงสุดของโจทก์ไป เป็นประโยชน์ส่วนตนและบุคคลอื่นโดยทุจริตด้วยความละโมบโลภมากไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ และศีลธรรมอันดี อีกทั้งยังขาดเมตตาธรรมต่อโจทก์ผู้ที่ควรจะได้รับประโยชน์และความสุขจากโชคลาภดังกล่าว จนกระทั่งในที่สุดโจทก์ ถึงแก่ความตายเพราะถูกฆ่าในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบา
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2135/2539 เจ้าหน้าที่ของธนาคารผู้เสียหายได้นำเงินฝากจำนวน 60,000 บาท ของลูกค้ารายอื่นเข้าบัญชีของจำเลย โดยผิดพลาด ปรากฏว่าจำเลยประกอบกิจการตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งเป็นกิจการเล็ก ๆ มีเงินทุนหมุนเวียนเข้าออกบัญชีจำนวนเล็กน้อยสามารถตรวจสอบและรู้ถึงการนำเงินเข้าออกบัญชีได้โดยง่าย จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินดังกล่าวออกไปจากบัญชีของจำเลย เป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคสอง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 4442/2540 (สบฎ เน 39) พนักงานของธนาคารโจทก์ร่วม รับฝากเงินจากสาขาของบริษัท ท. เพื่อโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของบริษัท ท. สำนักงานใหญ่ แต่ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ผิดพลาด ไปเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ธนาคารโจทก์ร่วม จำเลยได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวยในบัญชีของจำเลยไปจากธนาคารของโจทก์ร่วม แม้จำเลยจะทราบแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าเงินนั้นเข้าบัญชีผิดพลาด แต่จำเลยมีเจตนาทุจริต ถือได้ว่าเงินจำนวนดังลก่าวได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของจำเลย เพราะโจทก์ร่วมได้ส่งมอบให้โดยสำคัญผิด มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 3780/2541 (ไม่เผยแพร่) จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ที่ธนาคารผู้เสียหาย และขอทำบัตร เอ.ที.เอ็ม. ด้วย แต่พนักงานของผู้เสียหายกรอกหมายเลขบัญชีของ ล. กับพวก ลงไปในคำขอใช้บริการบัตร เอ.ที.เอ็ม. ของจำเลย แทนที่จะกรอกหมายเลขบัญชีของจำเลยในคำขอดังกล่าว เมื่อจำเลยเป็นผู้ใช้บัตร เอ.ที.เอ็มนั้น ไปเบิกถอนเงิน เป็นเหตุให้มีการหักเงินในบัญชีของ ล. กับพวก แทนที่จะมีการหักเงินในบัญชีของจำเลย จำเลยมีความผิดลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 3333/2545 การที่มีผู้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายไปเก็บไว้ที่ท้ายกระโปรงรถยนต์ของผู้เสียหายคันที่ให้จำเลยนำไปใช้ในการทำงาน โดยจำเลยไม่ทราบมาก่อนดังที่จำเลยเบิกความกล่าวอ้างนั้น ยังถือมิได้ว่าผู้เสียหายได้สละการครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด เครื่องคอมพิวเตอร์จึงยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหาย และจำเลยควรจะรู้ว่าผู้เสียหายจะต้องติดตามเอาเครื่องคอมพิวเตอร์คืน การที่จำเลยยอมให้นาย ณ. นำเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จึงเป็นการที่จำเลยเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปจากการครอบครองของผู้เสียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่ความผิดฐานยักยอกไม่

-          ประเด็นเปรียบเทียบ ความผิด ฐานลักทรัพย์ กับฐานรับของโจร
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 240/2521 (สบฎ เน 5634) รถยนต์ถูกลักที่ พระนคร เวลาเย็น จำเลยขับรถที่อยุธยา ทิ้งรถหนีตำรวจ "ระยะเวลา และสถานที่ห่างกันหลายชั่วโมง และไกล" มีทางเปลี่ยนมือได้ เป็นรับของโจร ไม่ใช่ลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 690/2521 (สบฎ เน  5634) ช คนประจำรถที่บรรทุกถุงพลาสติก ส่งถุงให้จำเลยรับท้ายรถบรรทุก เป็นการที่ ช ลักทรัพย์ "สำเร็จแล้ว" ตั้งแต่ยกถุงออกจากที่เก็บ "จำเลยมิได้ร่วมลักทรัพย์ด้วย" จำเลยผิดฐานรับของโจร
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2439/2539 ส. พาจำเลยไปขนสุราซึ่งกองอยู่หน้าโรงเก็บสินค้า ล. ที่ ส. เป็นลูกจ้างอยู่ มิได้ไปขนสุราจากโรงเก็บสินค้า ก. และโรงเก็บสินค้า พ. ที่ผู้เสียหายนำสุราไปเก็บรักษาไว้ แสดงว่า ส. ลักสุราของผู้เสียหายและขนสุราดังกล่าวออกจากโรงเก็บสินค้า ก. ไปเก็บไว้ในโรงเก็บสินค้า ล. ตอนที่จำเลยไปช่วยขนสุราของผู้เสียหาย จึงเป็นเวลาที่ ส. ลักสุราของผู้เสียหายเสร็จแล้ว จำเลยจึงมิได้เป็นตัวการร่วมกับ ส. ลักทรัพย์

-          ประเด็นเปรียบเทียบ ความผิด ฐานลักทรัพย์ กับฐานทำให้เสียทรัพย์
-          ลักทรัพย์ เป็นการเอาไป เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนฐานทำให้เสียทรัพย์ มีความมุ่งหมายสุดท้าย เพื่อการทำลายทรัพย์ แม้ในบางกรณีจะมีการเอาไปก่อน แล้วทำลายทีหลัง ก็เป็นฐานทำให้เสียทรัพย์ (เน 51/10/73)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 301/2472 (เน 51/10/73) เมาสุรา โกรธเด็ก หยิบของที่เด็กวางขาย มาเตะเล่น ไม่ผิดลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 235/2486 (เน 51/10/73) ลักเป็ด มาแกงกิน ผิดลักทรัพย์ ไม่ผิดทำให้เสียทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 159/2512 (สบฎ เน 2111) กระบือกินหญ้า ติดอยู่ในกระบือฝูงอื่น ไม่ใช่เพริดไปจนพ้นการติดตาม ถือว่าผู้เสียหายยังครอบครองอยู่ เพราะไม่ได้สละการครอบครอง จำเลยยิงตายและชำแหละเนื้อ ผิดลักทรัพย์ ส่วนการชำแหละเนื้อเป็นผลภายหลังการลักกระบือ ไม่ผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ม 352 2
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 4804/2533 จำเลยที่ 1 เข้าไปขุดเอาหน้าดินในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมไป ย่อมมีความผิดตาม มาตรา 334 มาตรา 358 และมาตรา 362 เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 334 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 9093/2544 การที่จำเลยได้รื้อเอาไม้กั้นห้อง บานประตู และเครื่องปรับอากาศสองเครื่อง ไปจากตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ (ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โดยไม่มีการวินิจฉัยในประเด็นเจตนาเล็งเห็นผล)

-          การบังคับชำระหนี้ ด้วยตนเอง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 251/2513 ความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้กระทำจะต้องเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต ผู้เสียหายเช่านาจำเลยโดยตกลงให้ข้าวแก่จำเลยปีละ 108 ถังเป็นค่าเช่า ผู้เสียหายไม่ชำระค่าเช่า จำเลยจึงไปตวงข้าวจากลานนวดข้าวในนาผู้เสียหายไป  108 ถัง  ข้าวในนาของผู้เสียหายมีอยู่มากกว่าที่จำเลยมาตวงเอาไป จำเลยตวงเอาข้าวไป 108 ถัง เท่าจำนวนค่าเช่าที่นาที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับชำระจากผู้เสียหาย จะว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตลักข้าวของผู้เสียหายหาได้ไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2041/2515 (ทวงค่าเช่า เอากระบือกับเกวียนไป เพื่อหักหนี้ ไม่เกินจำนวนหนี้ไม่ผิด ม 334) น.ค้างชำระค่าเช่านาจำเลยอยู่ 29,400 บาท จำเลยเคยทวง น.ก็ยังไม่ชำระให้ จำเลยเคยขอให้ผู้ใหญ่บ้านไปยึดทรัพย์ของ น.ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ยอมไป วันเกิดเหตุ จำเลยไปถามหา น. ที่บ้าน เมื่อ น. ไม่อยู่จำเลยก็แก้เอากระบือของ  น. กับเกวียนของ ม.ซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นของ น. ไป รวมราคา 7,500 บาท โดยจำเลยมีเจตนาที่จะถือเอาทรัพย์ที่เอาไปเพื่อหักใช้หนี้ที่ น. เป็นหนี้จำเลยอยู่  และทรัพย์ที่เอาไปนั้น ราคาก็ไม่เกินกว่าจำนวนหนี้ แม้การกระทำเช่นนี้จะเป็นการกระทำมิชอบด้วยการบังคับชำระหนี้ แต่จำเลยมิได้มีเจตนาร้ายหรือประสงค์ต่อผลที่จะเอาทรัพย์ของ น. ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยโดยไม่มีเหตุผล จำเลยกระทำไปโดยมิได้รู้สำนึกว่าการที่จำเลยกระทำไปเช่นนั้นเป็นความผิด โดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้  ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2549/2532 (สบฎ เน 96) (ยึดเครื่องสูบน้ำ เพื่อเป็นประกันการจ่ายค่าแรงให้แก่บุตรของจำเลย ผิด 335 (7)) จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย เพื่อทวงค่าแรงที่ผู้เสียหายค้างบุตรชายของจำเลย เป็นการเข้าไปโดยมีเหตุผลสมควร โดยสุจริต แม้จำเลยจะได้ถือมีดไปด้วย แต่ก็เป็นเพียงมีดเหลียนซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปใช้สำหรับหวดหญ้า และไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งใจจะไปทำร้ายผู้เสียหายตั้งแต่แรก จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุก / จำเลยทวงค่าแรงจากผู้เสียหายไม่ได้ จึงโกรธและใช้มีดเหลียนฟันพยายามทำร้ายผู้เสียหาย แล้วเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป มิใช่เป็นการฟันผู้เสียหาย เพื่อความสะดวกหรือเพื่อเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป การเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป เกิดขึ้นหลังจากการทำร้ายร่างกายขาดตอนไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ / แม้จำเลยเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป เพื่อยึดเอาไว้ให้ผู้เสียหายไปจ่ายค่าแรงบุตรชายจำเลย แล้วจำเลยจะคืนให้ ก็ถือได้ว่าจำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะจำเลยไม่มีอำนาจเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยพลการได้
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1715/2534 จำเลยเอาตู้เย็นของผู้เสียหายไป เพื่อให้ผู้เสียหายและภริยาผู้เสียหาย ไปติดต่อชำระหนี้ที่ค้างต่อกัน จึงไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่น กรณีไม่ต้องด้วย  ป.อ. มาตรา 334 จำเลยจึงไม่มีความผิด
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 3286/2535 (สบฎ เน 1) (ได้ทรัพย์ไปเกินกว่าที่ตนมีสิทธิ แต่ขาดเจตนาทุจริต) จำเลยเอาสร้อยคอทองคำ และพระเลี่ยมทองคำรวมราคา 30,000 บาท ของผู้เสียหายไป เพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้เสียหายได้ร่วมประเวณีกับจำเลย เพราะเหตุที่ผู้เสียหายไม่ยอมชำระเงินจำนวน 5,000 บาท ตามที่ได้ตกลงกันไว้ เป็นการเอาไปเพื่อหักใช้หนี้กัน และทรัพย์ที่เอาไปนั้น จำเลยก็เข้าใจว่ามีราคาไม่เกินกว่าจำนวนหนี้ ที่เป็นหนี้จำเลยอยู่ จำเลยเอาทรัพย์ไป เพราะจำเลยเชื่อว่าเป็นประโยชน์ที่จำเลยควรได้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2016/2536 (สบฎ เน 57) จำเลยพูดว่าถ้าไม่ชำระจะไม่ยอมให้ออกจากบาร์ กับเรียกพนักงานชาย 5-6 คนมายืนคุมเชิงรอบโต๊ะ ผู้เสียหายกลัวถูกทำร้ายจึงยอมชำระเงิน 1,000 บาท แม้ว่าจะสืบเนื่องมาจากการทวงค่าชมการแสดง แต่จำเลยไม่มีอำนาจบังคับชำระเงินโดยไม่ชอบ ด้วยการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายเช่นนั้น จำเลยมีความผิดฐานกรรโชก
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 3058/2539 (สบฎ เน 41) จำเลยตระเวนเก็บค่าจอดรถยนต์ โดยจำเลยไม่มีสิทธิ แต่จำเลยมิได้ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตั้งแต่ต้น เงินที่เก็บก็เท่ากันทุกรายและไม่ได้ขู่เข็ญเอาเงินเกินกว่านี้ หากไม่ให้เงินต้องไปจอดรถยนต์ที่อื่นเท่านั้น มิได้เจตนาแย่งการครอบครองเงินโดยตรง ไม่ผิดลักทรัพย์ และไม่เป็นชิงทรัพย์ แต่เป็นการข่มขืนใจผิดฐานกรรโชกสำเร็จ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1543/2540 (สบฎ เน/37) พนักงานเก็บเงินค่าเครื่องดื่มและบริการ ผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมรับราคาตามที่เรียกเก็บ พนักงานเก็บเงินได้ใช้แรงกายภาพ และกระทำประทุษร้ายต่อผู้เสียหายเพื่อเก็บเงิน โดยทุจริต จนผู้เสียหายต้องยื่นเงินให้ เป็นการชิงทรัพย์ โดยร่วมกันตั้งแต่สามคน จึงมีความผิดฐานปล้นทรัพย์

-          กรณีเป็นเรื่องทางแพ่ง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 121/2543 (ฎ สต 2543/2/20) ข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย ส่อแสดงเจตนาว่าทั้งสองฝ่ายจะซื้อจะขายรถยนต์กันตั้งแต่เริ่มแรก การที่จำเลยได้รับมอบรถยนต์จากโจทก์ร่วม จึงเข้าลักษณะสัญญาซื้อขายเผื่อชอบ ขณะที่รถยนต์ของโจทก์ร่วมหายไป และจำเลยยังมิได้ชำระราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วมต้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา


-          ตัวอย่างประเด็นข้อสอบเก่า ม 334
-          (ขส เน 2510/ 1) สามีลักทรัพย์ของภรรยา สามีผิด ม 334 แต่ไม่ต้องรับโทษ ตาม ม 71 คนรับซื้อทรัพย์ไว้ ผิด ม 357
-          (ขส เน 2510/ 2) คนซื้ออาหารวางธนบัตรไว้ ไม่เอาเงินทอน ฉลองเอาเงินนั้นไป แล้ววางเงินตามราคาจริง / ฉลองผิดลักทรัพย์ ม 334 เพราะธนบัตรเป็นของเจ้าของร้าน เจ้าของร้านมีหน้าที่ต้องทอนเงิน เมื่อคนซื้อสละสิทธิ เงินทอนนั้นเป็นของเจ้าของร้าน
-          (ขส เน 2513/ 8) นายแจ้งซื้อหวยจากคนตาบอด เมื่อเห็นว่าคนขายตาบอด จึงเอากระดาษเท่าธนบัตร จ่ายแทน / นายแจ้งไม่ผิด เพราะซื้อไว้โดยชอบ แล้วคิดทุจริตภายหลัง ไม่ชำระราคาเพราะเห็นว่าคนขายตาบอด
-          (ขส เน 2514/ 6) เขียวจะซื้อตั๋วโดยสารรถไฟ แดงจึงฝากเงินให้ช่วยซื้อตั๋วรถไฟ / เขียวรับเงินแล้ววิ่งหนีไปต่อหน้า / เขียวผิด ม 335 (9) การครอบครองยังอยู่กับแดง แต่ไม่ผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เพราะไม่ได้ฉกฉวยเอาซึ่งหน้า

-          (ขส พ 2500/ 8) ผู้โดยสารลืมกระเป๋าไว้ในรถ แล้วลงรถไป ผู้โดยสารคนหนึ่ง ถามว่าของใคร นายตุ๊อ้างว่าเป็นของตน กำลังจะหยิบ แต่คนขับคว้าไปก่อน คนขับผิดลักทรัพย์ นายตุ๊ผิดพยายามลักทรัพย์
-          (ขส พ 2501/ 9) คนร้ายลักเป็ดในเวลากลางคืน อุ้มไปได้หน่อยหนึ่ง พบนายขาวเพื่อนบ้านของเจ้าทรัพย์ จึงทิ้งเป็ดเสีย นายขาวจำได้ว่าเป็นเป็ดของเจ้าทรัพย์ที่ถูกลักมา จึงจับเป็ดมาฆ่าแกงกิน / นายขาวผิดลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ม 335 (1) (ไม่ผิดฐานรับของโจร ม 357 เพราะไม่มีเจตนาร่วมกับผู้กระทำผิด / ไม่ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ม 358 เพราะเจตนาจะเอาเป็นของตน)
-          (ขส พ 2502/ 6 ครั้งแรก) แดงแกล้งทำผีหลอกสอน สอนวิ่งหนีทำกระเป๋าตก แดงเกิดอยากได้จึงเก็บกระเป๋าไว้ / สอนชวนเพื่อนกลับมาตามหากระเป๋า / สอนยังไม่ขาดการครอบครองกระเป๋า แดงเอาไปโดยรู้ว่าเป็นของสอน จึงผิดลักทรัพย์
-          (ขส พ 2517/ 7) ปิ่นทำแหวนตก เพียง ๕ นาทีก็กลับมาตามหา แปลกเก็บได้ ปลิกอ้างว่าเป็นแหวนตน แปลกจึงมอบให้ เมื่อปิ่นถาม ปลิกไม่ยอมรับว่าได้รับแหวนไว้ ปิ่นรีบตามหาและสอบถาม เป็นระยะเวลากระชั้นชิด ถือว่าแหวนยังอยู่ในความยึดถือ ไม่ใช่ทรัพย์ตกหาย แปลกเก็บแหวนได้ ไม่ทำให้ความยึดถือของปิ่นขาดตอนไป ปลิกเอาแหวนไปโดยรู้ว่าไม่ใช่ของตน ผิด ม ๓๓๔ ไม่ผิด ม ๓๔๑ ฎ ๒๐๗/๒๕๑๒ , ๑๗๔๕/๒๕๑๔
-          (ขส พ 2519/ 7) แจ่มเช่าบ้านนายลบ อยู่ในบริเวณรั้วเดียวกับลบ แจ่มปลูกต้นไม้ ปล่อยตัวครั่งไว้ ลบมีเจตนาตัดกิ่งต้นไม้ไปทำฟืนและเอาตัวครั่งไปขาย แต่กิ่งหักตกพื้น ยังไม่ทันหยิบ เห็นตัวครั่ง จึงจับไปปล่อยกิ่งอื่น คงเอาแต่กิ่งหักไปทำฟืน / ต้นจามจุรีเป็นส่วนควบ ของที่ดินนายลบ นายลบจึงมีกรรมสิทธิ์ในต้นจามจุรี ปพพ ม ๑๔๕ ฎ ๓๗๒/๒๔๙๘ ฎ ๑๓๕๕/๒๕๐๘ ลบไม่ผิดลักทรัพย์ ม ๓๓๔ แต่เป็นการพยายามลักทรัพย์ตัวครั่ง ตาม ม ๘๐,๓๓๔ เมื่อยับยั้งเสียเอง ไม่ต้องรับโทษตาม ม ๘๒
-          (ขส พ 2523/ 6) บุรุษไปรษณีย์แอบเปิดจดหมายหญิงที่ตนแอบรัก และนำเงินในจดหมายไป แล้วเผาจดหมาย จากนั้นโทรศัพท์ไปขู่ผู้ส่งให้ส่งเงินให้ตน มิฉะนั้นจะฆ่าหญิง ผู้ส่งกลัวหญิงถูกฆ่าจึงตกลง ต่อมาแจ้งตำรวจแล้ววางแผนนำเงินไปล่อจับ / ไปรษณีย์ผิด ม ๓๒๒ , ๓๓๔ , ๓๕๘ , ๑๘๘ และผิด ม ๓๓๗ เป็นความผิดสำเร็จ แม้ยังไม่ได้เงิน ฎ ๑๑๙๓/๒๕๐๒
-          (ขส พ 2528/ 9) นาย ข ขู่ นาย ก ที่ซื้อเนื้อโค จากคนร้ายที่ลักเอาโค ของนาย ข ไป โดยขู่ให้ใช้เงินคาโค ถ้าไม่ยอมจะให้ตำรวจจับฐานรับของโจร เป็นความชอบธรรมของนาย ข  การเรียกเงินเพื่อตกลงทางคดี หาใช่มีเจตนาทุจริตไม่ จึงไม่ผิด ม 337 1942/2514 / นาย ข บอกว่าได้แจ้งความไว้แล้ว ถ้าไม่ไปสถานีตำรวจ จะนำตำรวจไปจับ นาย ข ไม่ใช่คนจับเอง และไม่เป็นการข่มขู่ หน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำให้นาย ก ไปไหนไม่ได้ และไม่ทำให้ปราศจากเสรีภาพ ไม่ผิด ม 310 (ชี้ให้ตำรวจจับ) 1301/2510 / ต่อมานาย ก นำเงินมา แต่นาย ข นัดตำรวจมาจับ นาย ก จึงบังคับให้นาย ค ขับรถหนีตำรวจ ผิด ม 309+310 แล้วไล่นาย ค ลงรถ และขับหนีเอง ถึงที่โล่ง ก็จอดทิ้งไว้ แสดงว่าไม่มีเจตนาจะถือเอา อันจะเป็นการลักทรัพย์ ฎ 1683/2500

-          (ขส อ 2519/ 5) นายเชยนำรถไปฝากอู่ ของนายชม คืนหนึ่งนายชอบคนรับใช้ ใช้กุญแจปลอม เอารถของนายเชย ไปขับเที่ยว โดยตั้งใจว่าเที่ยวแล้วจะเอามาคืน นายเชยกลับมาที่อู่ ไม่เห็นรถ จึงแจ้งความว่ารถหาย ตำรวจจับนายชอบได้ในคืนนั้นเอง ขณะขับรถอยู่ นายชอบผิดฐานใด / นายชอบเอารถของนายเชยไปใช้ โดยพลการ เป็นการเอาไปโดยทุจริต ผิด ม 335 (ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ม 335 (1) (11)) 1212/2514
-          (ขส อ 2519/ 6) ปล่อยไก่ให้หากิน ไก่เข้าไปกินผักในสวนผู้อื่น ผิด ม 395 / เจ้าของสวนยิงไก่ ผิด ม 358+68+69 29/2497 / ไก่ตาย เอาไปแกงกิน เจตนาทุจริตเกิดขึ้นภายหลัง ผิด ม 334 ต่างกรรม
-          (ขส อ 2520/ 7) บีบคอแล้วกระชากสร้อย จนขาดแต่เจ้าทรัพย์จับสร้อยไว้ได้ คนร้ายได้แต่พระเครื่อง ผิดชิงทรัพย์ (ผิดสำเร็จ)
-          (ขส อ 2520/ 8) ซื้อกางเกงจากร้านขายของเก่า พบตั๋วจำนำเอาไปไถ่สินค้ามาใช้ ผิด ม 352 2 ตั๋วจำนำ (ดู อ จิตติ ภาค 2/2312 ผิดลักทรัพย์ ไม่มีเจตนาส่งมอบ ไม่ใช่ส่งมอบโดยสำคัญผิด)
-          (ขส อ 2522/ 6) 1-2 รักหญิงคนเดียวกัน คืนหนึ่ง 1 แอบเอารูปหญิงจากห้อง 2 ไปทิ้งน้ำ ไม่ผิดลักทรัพย์ เพราะไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตน เจตนาเรื่องนี้ต้องการทำลายด้วยความโกรธ ผิด บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ม 358+365 (+364) (อ จิตติ ภาค 2/2357 ถ้าเอาไปใช้ก่อน ผิดลักทรัพย์ได้ ฎ 867/2513)
-          (ขส อ 2523/ 8) นายน้อยโกรธนายเล็ก กลางคืน แอบนำรถนายเล็กไปทิ้งน้ำเพื่อไม่ให้หาพบ เป็นการซ่อนไม่ให้ติดตามเอาคืน เป็นการครอบครองอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นการเอาไปโดยทุจริต ผิด ม 335 (1) 965/2521
-          (ขส อ 2542/ 5) 5 คน วางแผนลักขนุน 2 คนเจอตำรวจ เลิก / 3 คนลัก หนีไปคนหนึ่ง อีกสองคนกำลังมัดปากถุง ผิด ม 210+335(1) (7) + 80 ยังไม่ผิดสำเร็จ ตราบที่ยังไม่ได้เก็บ และยึดถือขนุนที่หลุด ไว้ในครอบครอง / 2 คนแรกผิด ม 213 + 83



มาตรา 335     ผู้ใดลักทรัพย์
(1)        ในเวลากลางคืน
(2)        ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การวางระเบิด อุทกภัย หรือในที่บริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัย แก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกัน หรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ
(3)        โดยทำอันตราย สิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคล หรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้น เข้าไปด้วยประการใด ๆ
(4)        โดยเข้าช่องทางซึ่งได้ทำขึ้น โดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าช่องทางซึ่งมีผู้เป็นใจเปิดไว้ให้
(5)        โดยแปลงตัว หรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้า หรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้
(6)        โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน
(7)        โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
(8)        ในเคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ที่จัดไว้ เพื่อให้บริการสาธารณ ที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้น ๆ
(9)        ในสถานที่บูชาสาธารณ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน ที่จอดรถหรือเรือสาธารณ สาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้า หรือในยวดยานสาธารณ
(10)    ที่ใช้ หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์
(11)    ที่เป็นของนายจ้าง หรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง
(12)    ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะ ดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็น โค กระบือ เครื่องกล หรือเครื่องจักร ที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าการกระทำผิดดังกล่าวในมาตรานี้ เป็นการกระทำโดยความจำใจ หรือความยากจนเหลือทนทาน และทรัพย์นั้นมีราคาเล็กน้อย ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 334 ก็ได้

-          มาตรา 335 (1) ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 530/2487 พระอาทิตย์ขึ้นนั้น หมายความว่าพระอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้าแล้ว
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 512/2516 เวลา 18 นาฬิกา ของเดือนมีนาคม เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าพระอาทิตย์ยังไม่ตก เป็นเวลากลางวัน
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 3145/2527 เวลากลางคืนหลังเที่ยงของวันที่ 9 หมายความถึงตั้งแต่พระอาทิตย์ตกของวันที่ 9 จนถึงเวลา 24 นาฬิกา
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2082/2527 จำเลยกับ ว.คบคิดกันลักทรัพย์บนบ้านผู้เสียหายเวลากลางคืน บังเอิญผู้เสียหายตื่นอยู่ ฉายไฟไปยัง ว. ว.จึงโถมเข้ากดคอผู้เสียหาย เมื่อจำเลยมิได้รู้เห็นเป็นใจหรือร่วมด้วยในการที่ ว.ประทุษร้ายผู้เสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ คงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. ม.335 (1) (7) (8) เท่านั้น

-          มาตรา 335 (2) ลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การวางระเบิด อุทกภัย หรือในที่บริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัย แก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกัน หรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 402/2546 การลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (2) วรรคแรก อุบัติเหตุนั้น เฉพาะเกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (2) วรรคแรกได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

-          มาตรา 335 (3) ลักทรัพย์โดยทำอันตราย สิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคล หรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้น เข้าไปด้วยประการใด ๆ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1080/2511 ลักรถจักรยานยนต์โดยใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถซึ่งใส่ไว้ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เท่านั้น ไม่ผิดตามมาตรา 335 (3)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2250/2515 การใช้กุญแจผิดกฎหมาย ไขตู้โชว์ แล้วลักเอาทรัพย์ในตู้โชว์ไป ไม่ใช่เป็นการลักทรัพย์ โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไป ตามความหมายของ ป. อาญา มาตรา 335 (3)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2447/2527 จำเลยใช้ลูกกุญแจปลอมที่เตรียมมา ไขกุญแจประตูรถ และติดเครื่องยนต์ หาใช่เป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ไม่ และกุญแจประตูรถ เป็นส่วนหนึ่งของรถจำเลยลักรถยนต์ไปทั้งคัน จะถือว่าลักทรัพย์ โดยผ่านสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์หาได้ไม่ จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ.ม.335(3) คงมีความผิดตาม ม.334
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 98/2532 (สบฎ เน 95) การลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคล หรือทรัพย์หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไป จะต้องมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับสิ่งกีดกั้นแล้วผ่านเข้าไป เมื่อประตูห้องนอนที่เปิดอยู่ มิได้มีสภาพเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ จำเลยซึ่งผู้เสียหายเชิญให้มาร่วมฉลองปีใหม่ที่เดินขึ้นไปชั้นบน เข้าห้องนอนทางประตูดังกล่าวซึ่งเปิดอยู่ แล้วลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป  จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (3) / ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิด ตาม ป.อ.มาตรา 335 (3) เท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ในความผิดตามมาตรา 335(8) เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 335 (8) ด้วย ปัญหาที่ว่าจำเลยมีความผิดตามบทมาตราดังกล่าวหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 448/2543 แม้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทำอันตรายสิ่งกีดกั้น แต่การที่จำเลยเข้าไปในรถกระบะ โดยผ่านทางประตูรถเข้าไป ถือว่าเป็นการผ่านสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์เข้าไป ด้วยประการใด ๆแล้ว ผิดตามมาตรา 335 (3) / จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับในขณะที่กำลังก้มเงยอยู่ข้างประตูด้านคนขับรถกระบะคันที่เกิดเหตุ โดยมีลูกกุญแจ 2 ดอก กุญแจล็อกประตูรถกระบะอยู่ในกระเป๋าเสื้อจำเลย ส่วนประตูรถกระบะเปิดได้และพบประแจบล็อก 3 ทางกับไขควงวางอยู่ที่เบาะคนขับ ประตูรถด้านคนขับมีร่องรอยงัดแงะตรงช่อกุญแจส่วนกุญแจหายไป จำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าพี่ชายให้มาเอารถ แต่ลืมกุญแจ จึงงัดรถเข้าไปส่วนเงิน 1,000 บาท ที่จำเลยมีติดตัวอยู่นั้นเตรียมไว้เป็นค่าน้ำมันรถ พฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยงัดประตูรถกระบะเข้าไปโดยมีไม้บรรทัดเหล็ก ไขควง ประแจบล็อก 3 ทาง กุญแจ 2 ดอก และไฟฉายเป็นอุปกรณ์ ถึงแม้กุญแจ 2 ดอกไม่มีเขี้ยวและไม่ปรากฏว่าใช้ไขสตาร์ทรถกระบะได้หรือไม่ก็ตาม แต่ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยแล้วว่าต้องการใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเป็นเครื่องมือเพื่อเอารถกระบะไป เมื่อจำเลยสามารถงัดประตูรถกระบะจนเปิดออก และงัดเอากุญแจล็อกประตูรถออกไปได้ ถือได้ว่าเป็นการลงมือเพื่อจะเอารถกระบะไปโดยทุจริตแล้ว เมื่อไม่สามารถเอากระบะไปได้ จะด้วยเหตุเพราะยังไม่ได้ทำลายกุญแจล็อกเกียร์ หรือเพราะมีเจ้าพนักงานตำรวจมาพบการกระทำความผิดของจำเลยเสียก่อนก็ดี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์

-          มาตรา 335 (4) ลักทรัพย์โดยเข้าช่องทางซึ่งได้ทำขึ้น โดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าช่องทางซึ่งมีผู้เป็นใจเปิดไว้ให้
-          (ขส พ 2522/ 6) คนใช้ไม่พอใจเจ้านาย แกล้งเปิดหน้าต่างให้ขโมยเข้าบ้าน ขโมยเห็นหน้าต่างเปิด จึงปีนเข้าบ้าน คนใช้ตื่นพอดี เกิดสงสารเจ้านาย จึงตะโกนว่ามีคนร้าย ขโมยหนีทันที ยังไม่ได้ทรัพย์ เจ้านายจับขโมยได้จึงต่อว่า ขโมยชกฟันหัก (เพราะโกรธ) / ขโมยผิด พยายามลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยเข้าช่องทางที่มีผู้เป็นใจเปิดไว้ให้ ม 335 (1) (4) (8) , 80 ลงโทษสองในสามส่วน ฎ 854/2507 / ไม่ผิดพยายามชิงทรัพย์ ม 339, 80 เพราะไม่ได้ทำร้ายเพื่อให้พ้นจากการจับกุม / คนใช้ผิดสนับสนุนลักทรัพย์ ม 335 , 80 , 86 แต่ไม่ผิดสนับสนุนทำร้ายร่างกาย เพราะนอกเหนือเจตนา ม 87 แต่การขัดขวางทำให้ไม่ได้ทรัพย์ไป ไม่ต้องรับโทษตาม ม 88

-          มาตรา 335 (5) ลักทรัพย์โดยแปลงตัว หรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้า หรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้

-          มาตรา 335 (6) ลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน

-          มาตรา 335 (7)      ลักทรัพย์โดยมีอาวุธ
-          ตรวจก่อน 335 (4) เป็นเหตุลักษณะคดี ส่วน 336 ทวิ เป็นเหตุส่วนตัว ถ้าลักทรัพย์คนเดียวก็เข้าทั้ง 335 (7) 336 ทวิ แต่ถ้าลักทรัพย์หลายคน คนที่ไม่มีปืน ผิด 335 (7) คนที่มีปืน ผิด 336 ทวิ
-          ฎ 2822/2525 จำเลยเข้าไปลักทรัพย์ ของผู้เสียหายในเวลากลางคืน แม้จำเลยถือมีดเดินเข้าไปในห้องนอนผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายเรียกให้บิดาช่วย จำเลยผละวิ่งหนีออกจากห้อง โดยไม่ปรากฏว่าใช้มีดจ้องจี้ หรือแสดงท่าทีให้เห็นว่า เป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ คงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธเท่านั้น

-          มาตรา 335 (7)      ลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1445/2530 (สบฎ เน 106) จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์โดยการฉกฉวยซึ่งหน้า การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) บทหนึ่ง และเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นการกระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามมาตรา 336 วรรคแรกอีกบทหนึ่ง กรณีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 ซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลย อัตราโทษขั้นสูงของมาตรา 335 (7) และ 336 วรรคแรกนั้นเท่ากัน คือจำคุกไม่เกิน 5 ปีแต่ตามมาตรา 335 (7) มีโทษขั้นต่ำจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไปจึงมีบทลงโทษหนักกว่าต้องใช้มาตรา 335 (7) เป็นบทลงโทษ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 4208/2534 เหรียญกษาปณ์ที่ตกลงไปในช่องคืนเหรียญ เนื่องจากไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยังปลายทางได้นั้น ยังเป็นของผู้ใช้โทรศัพท์สาธารณะอยู่ การที่นาย พ. นำก้อนกระดาษไปอุดไว้ในช่องคืนเหรียญในตำแหน่งที่อยู่เหนือฝาปิดขึ้น เป็นเพียงการขัดขวางไม่ให้เหรียญกษาปณ์ ตกกลับลงไปถึงมือผู้ใช้โทรศัพท์สาธารณะที่รออยู่ โดยเหรียญกษาปณ์ดังกล่าวยังคงติดค้างอยู่ในเครื่องโทรศัพท์สาธารณะ ในลักษณะที่ง่ายแก่การมาล้วงเอาไปในภายหลัง ฉะนั้น ขณะที่เหรียญกษาปณ์ตกลงไปค้างอยู่บนก้อนกระดาษในช่องคืนเหรียญ ความผิดฐานลักทรัพย์ยังไม่สำเร็จ เพราะนาย พ. ยังไม่ได้เอาเหรียญกษาปณ์นั้นไป และการที่เจ้าของเหรียญกาษปณ์ออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่ามีเจตนาสละทิ้งเหรียญกษาปณ์ที่ติดค้างเพราะการสละกรรมสิทธิ์จะต้องกระทำด้วยความสมัครใจ มิใช่อยู่ในลักษณะที่ถูกขัดขวางการได้ทรัพย์คืน / จำเลยร่วมมือกับนาย พ. เข้าไปเหรียญกษาปณ์ที่ติดค้างอยู่ โดยจำเลยทำทีเป็นผู้ใช้โทรศัพท์ พูดจาเพื่อกลบเกลื่อน ไม่ให้ผู้อื่นสงสัย ระหว่างนั้นให้นาย พ. เขี่ยกระดาษที่อุดไว้จนเหรียญกษาปณ์ตกลงไปสู่มือของจำเลย และนาย พ. ที่รอรับอยู่ เป็นการร่วมมือกันเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของเจ้าของทรัพย์ที่ยังมีกรรมสิทธิ์นั้นอยู่ จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 3642/2540 จำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุญาตหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 เอาโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไป ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ทราบดีแล้วว่าโฉนดที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายและยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจให้คำอนุญาตหรือยินยอมได้ เมื่อจำเลยที่ 1 เอาโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปด้วยความยินยอมของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคหนึ่ง และมาตรา 83

-          ตัวอย่างประเด็นข้อสอบเก่า มาตรา 335 (7)
-          (ขส พ 2513/ 9) แดง ดำ ขาว เขียว ไปโจรกรรมบ้านนายเหลือง / ดำขับรถและดูต้นทาง แดงรับของ ขาวและเขียวขนของ / ดำและแดงรับของแล้วกลับก่อน / ต่อมาขาวถือมีดคุมเชิง เขียวเข้าไปขู่เหลืองเอาเงิน / ทั้งสี่คนผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหถาน โดยร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และโดยมีอาวุธ ม 335 (7) (8) เพราะร่วมมือกันแต่แรกและแบ่งหน้าที่กันทำ / ขาวและเขียวผิด ม 339 (2) เพราะการข่มขู่เป็นเหตุการเกิดขึ้นใหม่ในภายหลัง ขาดตอนและไม่เกี่ยวกับดำและแดง ดำและแดงจึงไม่ผิดชิงทรัพย์
-          (ขส พ 2524/ 8) นายมา เมฆ หมอก นัดหมายให้นายกลอนวางยาสลบนายสิน ถือว่านายกลอนเป็นตัวการ ตาม ม 83 แต่นายกลอนให้นายสินกินน้ำตาลก้อน คิดว่าเป็นยาสลบ ไม่ถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย ตอนยิงปืนเข้าปล้น ก็ไม่มีใครอยู่ จึงผิดฐานพยายามลักทรัพย์ ตาม ม 335 (1) (3) , 336 ทวิ ประกอบ ม 80 แต่กลอนสงสารจึงปลุกและพานายสินหนี เป็นการกลับใจ ไม่ต้องรับโทษตาม ม 82

-          (ขส พ 2504/ 7) จวง จัน และเจิม รวมสามคน ไปร้านสุราเพื่อขอซื้อ แต่คนขายไม่ตกลงขาย เพราะเห็นว่าเมาแล้ว ทั้งสามคนว่า ถ้าไม่ขาย ก็จะรินกินเอง จึงเข้าไปหยิบสุราดื่มกัน แล้วนำขวดเหล้าที่ยังมีเหล้าเหลืออยู่ไปด้วย (ผิดฐานใดหรือไม่) / จวง จัน เจิม ผิดฐานลักทรัพย์ ม 335 (7) (และผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ตาม ม 336 ทวิ แต่ ม 335 (7) มีโทษสูงกว่า เพราะมีโทษขั้นต่ำด้วย)
-          (ขส อ 2542/ 5) 5 คน วางแผนลักขนุน 2 คนเจอตำรวจ เลิก / 3 คนลัก หนีไปคนหนึ่ง อีกสองคนกำลังมัดปากถุง ผิด ม 210+335 (1) (7) + 80 ยังไม่ผิดสำเร็จ ตราบที่ยังไม่ได้เก็บ และยึดถือขนุนที่หลุด ไว้ในครอบครอง / 2 คนแรกผิด ม 213 + 83


-          มาตรา 335 (8)      ลักทรัพย์ในเคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ที่จัดไว้ เพื่อให้บริการสาธารณ ที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้น ๆ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 996/2492 (บันทึก อ จิตฤดี อาญา น 390) ยื่นมือเข้าไปในช่องลม เข้าไปหมายความว่า ร่างกายของผู้กระทำต้องล่วงล้ำเข้าไปในเคหสถานหมดทั้งตัว / จำเลยยื่นมือเข้าไปทางประตูเอาไม้เล็กประมาณ 1 แขนสอยเอากางเกงของเจ้าทรัพย์ ที่ตากไว้ข้างฝาในห้องไป ดังนี้ จำเลยย่อมมีผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 288 หาใช่ตามมาตรา 294 ข้อ 1 ไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1732/2494 จำเลยเอาข้าวต้มผัดไปขายแก่ผู้อยู่ในเคหะสถานถึงในเคหะสถาน การเข้าไปเช่นนี้ต้องฟังว่าได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้โดยปริยาย เมื่อจำเลยลักทรัพย์เขาในเคหะสถานนั้น ก็คงเป็นผิดตามมาตรา 288 หาใช่มาตรา 294 (1) ไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 393/2509 เล้าไก่ อยู่ห่างจากเรือนผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร แม้แยกออกไปต่างหากจากตัวเรือนแล้ว ก็ยังอยู่ในที่ดินอันเป็นบริเวณของโรงเรือนซึ่งมีรั้วอยู่ด้วย มิใช่อยู่ในที่ ซึ่งเป็นบริเวณต่างหากจากโรงเรือนซึ่งใช้เป็นที่คนอยู่อาศัย จำเลยลักไก่ในเล้าซึ่งอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัย จึงเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถานที่จำเลยได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ผิดมาตรา 335 (8) \
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2421/2532 (สบฎ เน 96) ยื่นมือเข้าไปในช่องลม ปลดพวงผงชูรสแล้ว ถูกมีดฟันมือ ผิดสำเร็จ (คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ ฟ้องจำเลยเฉพาะข้อหาความผิดตามมาตรา 335 (1) ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2014/2536 คำว่า "กุฏิ"  ตามพจนานุกรม หมายความว่า "เรือนหรือตึก สำหรับพระภิกษุสามเณรอยู่" จึงเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรเท่านั้น  หาใช่สถานที่บูชาสาธารณะ (กุฏิ เป็นเคหสถานของพระภิกษุสามเณร ตามมาตรา 335 (8) แต่ไม่เข้าเหตุฉกรรจ์ ตามมาตรา 335 ทวิ ในข้อหา ลักทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูป หรือวัตถุในทางศาสนาในวัด สำนักสงฆ์ สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนา โบราณสถานอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน สถานที่ราชการ หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2138/2537 þ คำที่ว่า "ที่ตนได้เข้าไป" มาตรา 335 นั้นหมายถึงว่าผู้กระทำจะต้องเข้าไปในเคหสถานทั้งตัว มิใช่เพียงแต่ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของผู้กระทำ ล่วงล้ำเข้าไปในเคหสถาน เมื่อปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่ยื่นมือ ผ่านบานเลื่อนไม้เข้าไปในห้องพักของผู้เสียหาย แล้วทุบกระต่ายออมสินของผู้เสียหาย ลักเอาเงินไป โดยจำเลยมิได้เข้าไปในห้องพักของผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 335 (8)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 6825/2538 (สบฎ เน 16) จำเลยได้ยินเสียง ย. ร้องด้วยความเจ็บปวด จำเลยจึงเข้าไปในห้องผู้เสียหายและทำการช่วยเหลือ ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปโดยมีเหตุอันควร และได้รับอนุญาตให้เข้าไปโดยปริยาย แม้ ย. จะมิใช่เจ้าของห้อง แต่เป็นมารดาของผู้เสียหาย ย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตให้บุคคลใดเข้าไปในห้องได้ตามสมควร จำเลยพบเห็นเงินอยู่ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ถือโอกาสเอาไปเสีย ผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคแรก แต่ไม่ผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ตาม ป.อ. มาตรา 335 (8)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1478/2542 จำเลยรับว่าถอดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางจริง โดยอ้างว่าได้รับอนุญาตจาก อ. เจ้าของรถให้ยืมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ดังกล่าวซึ่งขัดต่อเหตุผล เนื่องจากการถอดชิ้นส่วนจากรถจักรยานยนต์ของกลางจะทำให้รถจักรยานยนต์ของกลางใช้การไม่ได้ ทั้งยังขัดกับคำให้การับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวน ซึ่งมิได้นำสืบปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของบันทึกคำให้การดังกล่าว ทั้งตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่ายปรากฏว่าจำเลยได้นำชี้เส้นทางที่ใช้เป็นทางเข้าออกโดยเข้ามาข้างศาลาพักผู้โดยสารด้านหลังสถานีตำรวจ แล้วเข้ามาลักชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางและหลบหนีไปทางเส้นทางเดิม ซึ่งจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าบันทึกและภาพถ่ายดังกล่าวไม่ถูกต้องเช่นกัน จึงรับฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยสมัครใจ เมื่อคำรับสารภาพดังกล่าวเจือสมกับคำเบิกความของสิบตำรวจโท จ. ที่ว่าพบรอยเท้าคนเดินที่พงหญ้าด้านหนังสถานีตำรวจ นอกจากนี้จำเลยก็มิได้นำสืบใบมอบอำนาจที่จำเลยอ้างว่า อ. เจ้าของรถมอบอำนาจให้มาถอดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ หรือนำเจ้าพนักงานตำรวจที่จำเลยแสดงใบมอบอำนาจดังกล่าว มาเบิกความสนับสนุน ทั้งรถจักรยานยนต์ของกลางก็ยังอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่ง อ. จะอนุญาตให้ถอดชั้นส่วนรถไปโดยพลการไม่ได้ ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พฤติการณ์ของจำเลยจึงมีเจตนาทุจริต แม้ว่า อ. จะทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางแต่ก็เป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุแล้ว ไม่ทำให้จำเลยพ้นความผิดไปได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335(1) และ (8) วรรคสาม
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2845/2543 โรงอาหารของมหาวิทยาลัยที่ซึ่งนักศึกษา หรือผู้ที่เข้ามาติดต่อราชการกับมหาวิทยาลัย มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปนั่งรับประทานอาหารได้ เป็นที่ซึ่งอยู่ภายใต้บริเวณรั้วของมหาวิทยาลัย แต่เป็นบริเวณนอกอาคารเรียน หรือนอกสถานที่ตั้ง อันเป็นที่ปฏิบัติงานของราชการหรือข้าราชการตามปกติ ไม่มีความผิดตาม มาตรา 335 (8) คงผิดตามมาตรา 334
-          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2545 สถานที่เกิดเหตุอยู่ในสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) อันเป็นส่วนงานของการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มิใช่สถานที่ราชการ การที่จำเลยเข้าไปลักทรัพย์ในบริเวณสำนักงานประปาสงขลาในเวลากลางคืน จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 4284/2547 คำว่า "ศาลาการเปรียญ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง ศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม ศาลาการเปรียญ จึงหาใช่สถานที่บูชาสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา 335 (9) ด้วยไม่ พระยอดขุนพลของกลางที่จำเลยเข้าไปลัก ขณะเกิดเหตุติดอยู่ที่แผงบริเวณเสาของศาลาการเปรียญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8)
-          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8106/2548 ลานจอดรถของวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เป็นเพียงสถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับเป็นที่จอดรถของบรรดานักศึกษา ผู้มาติดต่อราชการ ตลอดจนข้าราชการของวิทยาลัย หาใช่เป็นสถานที่ซึ่งใช้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในวิทยาลัยโดยตรงแต่อย่างใดไม่ การที่จำเลยทั้งสองลักรถจักรยานยนต์จากบริเวณลานจอดรถดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) คงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก เท่านั้น

-          มาตรา 335 (8) ลักทรัพย์ ในเคหสถาน หรือสถานที่ราชการที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ไม่ต้องรับผิดในเหตุฉกรรจ์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2307/2519 ผู้เสียหายกับจำเลยเช่าบ้านหลังเดียวกัน แต่อยู่คนละห้องวันเกิดเหตุผู้เสียหายไม่อยู่ จำเลยเข้าไปในห้องรับแขก นอนอ่านหนังสือพิมพ์บนเก้าอี้นอน น้องผู้เสียหายอยู่บ้าน แต่ก็มิได้ห้ามปรามจำเลย จำเลยลักนาฬิกาข้อมือของผู้เสียหาย ซึ่งวางอยู่บนตู้โชว์ติดกับเก้าอี้นอนไป ดังนี้ การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้โดยปริยาย การลักทรัพย์มิใช่ลักในเคหสถาน
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1076/2526 ผู้เสียหายมอบกุญแจบ้านและกุญแจห้องนอน ให้จำเลยกับพวกเข้าไปเดินสายไฟในบ้าน ถือได้ว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องนอนด้วย จำเลยลักสร้อยข้อมือ ในห้องนอนไป ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดา มิใช่ลักทรัพย์ในเคหสถาน และศาลมีอำนาจที่จะลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดาได้ ผิด ม 334 ไม่ผิด ม 335 (8)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2193/2531 ที่เกิดเหตุเป็นร้านค้าซึ่งประชาชนย่อมจะเข้าไปได้ แม้จะเป็นเคหะสถานที่ผู้เสียหายใช้อยู่อาศัยด้วย แต่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันร้านค้ายังคงเปิดขายสินค้าอยู่ การที่จำเลยเข้าไปลักสุราและบุหรี่ จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหะสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (8)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 7373/2538 (ตัวการร่วม เข้าไปลักโฉนดในบ้านของตัวการคนหนึ่ง เป็นเหตุลักษณะคดี ไม่ผิด ม 335 (8)) ข้อสอบคัดเลือกผู้พิพากษา พ.ศ.2540) จำเลยที่ 1 คดีนี้ร่วมกับนาง ส. กระทำการลักทรัพย์ เมื่อคดีก่อน ศาลวินิจฉัยคดีถึงที่สุดแล้วว่า นาง ส. เข้าไปลักโฉนดที่ดินในบ้านของผู้เสียหายเพียงคนเดียว “ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนาง ส. ด้วย” การกระทำของนาง ส.จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) เมื่อการกระทำของนาง ส. ซึ่งเป็นตัวการ ไม่เป็นความผิด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 335 (8) ด้วย

-          มาตรา 335 (9) ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน ที่จอดรถหรือเรือสาธารณ สาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้า หรือในยวดยานสาธารณ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 71/2503 จำเลยบังอาจลอบเข้าไปลักทรัพย์ ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นการลักทรัพย์ในสาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้าตาม มาตรา 335 (9)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 984/2508 (สบฎ เน 563) ที่จอดรถสาธารณะตาม ม 335 (9) นั้น เป็นที่จอดรถที่สาธารณชนมีสิทธิจะนำรถของตนไปจอดได้ ส่วนที่ซึ่งมีป้ายให้รถประจำทาง หยุดรับส่งผู้โดยสาร เป็นระยะๆ ไป ไม่ใช่ที่จอดรถสาธารณะตามกฎหมาย
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1926/2527 จำเลยทำร้าย  ส.เนื่องจากทะเลาะโต้เถียงกัน ไม่ใช่เป็นการทำร้ายเพื่อประสงค์จะเอาทรัพย์จาก ส. จำเลยเพิ่งมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปในตอนที่ ส.ใช้กระบอกตั๋วตีจำเลย เมื่อจำเลยแย่งกระบอกตั๋วมาได้ ก็มิได้ขู่เข็ญจะประทุษร้าย ส.แต่อย่างใดการกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นการชิงทรัพย์ แต่ผิดฐานทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงบาดเจ็บตาม ป.อ.ม. 391 กระทงหนึ่ง และลักทรัพย์ตาม ม. 335 (1) (9) อีกระทงหนึ่ง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1084/2530 จำเลยยืนอยู่นอกรถยนต์โดยสารประจำทาง ใช้กำลังประทุษร้ายดึงตัวผู้เสียหายให้ลงมาจากรถ แล้วบังคับเอาทรัพย์จากผู้เสียหาย เช่นนี้การชิงทรัพย์ได้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยใช้กำลังประทุษร้าย ในขณะที่ผู้เสียหายยังอยู่บนรถ ซึ่งเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน ไม่ขาดตอนกับการบังคับเอาทรัพย์ จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 339 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 335 (9)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 4284/2547 คำว่า "ศาลาการเปรียญ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง ศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม ศาลาการเปรียญจึงหาใช่สถานที่บูชาสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา 335 (9) ด้วยไม่ พระยอดขุนพลของกลางที่จำเลยเข้าไปลัก ขณะเกิดเหตุติดอยู่ที่แผงบริเวณเสาของศาลาการเปรียญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8)

-          มาตรา 335 (10) ทรัพย์ที่ใช้ หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์

-          มาตรา 335 (11) ทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 702/2497 จำเลยเป็นลูกจ้างตักน้ำคิดค่าจ้างเป็นรายหาบ จำเลยอาจจะตักก็ได้ไม่ตักก็ได้ ไม่มีความสัมพันธ์ที่จะบังคับหรือว่ากล่าวกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างได้เช่นนี้ แม้จำเลยจะได้ลักทรัพย์ของผู้จ้างไปในขณะตักน้ำให้ ก็ไม่เป็นผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 294 (5).
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 700/2503 เจ้าพนักงานของเทศบาลซึ่งมีหน้าที่เก็บเงินของเทศบาล ลักใบเสร็จเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่อีกผู้หนึ่งไป แล้วนำใบเสร็จนั้น ไปเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้า เอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 335 (11) กระทงหนึ่ง และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา 157 อีกกระทงหนึ่ง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 663/2519 แม้จำเลยจะพักนอนบนเรือนของผู้เสียหายระหว่างที่รับจ้างขุดมันสำปะหลังให้แก่ผู้เสียหายก็ตาม แต่ค่าจ้างที่ผู้เสียหายตกลงจ่าย ให้แก่จำเลยคิดตามน้ำหนักมันสำปะหลังที่จำเลยขุดได้ซึ่งจะได้มากน้อยเท่าใด แล้วแต่ความสมัครใจและ ความสามารถของจำเลย ผู้เสียหายหาได้กำหนดกฎเกณฑ์สั่งการและคุม ให้จำเลยขุดให้ได้จำนวนมันสำปะหลังแน่นอนอย่างใดไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย ไม่ใช่อยู่ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างกัน เมื่อจำเลยลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์บุคคลธรรมดา หาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตาม มาตรา 335( 11) ไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2617/2529 จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ผิดตามมาตรา 335 (11) 2 กระทง และเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกงโจทก์ร่วม สำหรับเช็คแต่ละฉบับ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 4141/2530 จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายเอาบุหรี่ของผู้เสียหาย ซึ่งเก็บไว้ที่ชั้นเก็บของบนชั้นที่ 5 ของร้าน บรรจุลงในกล่องกระดาษสำหรับบรรจุข้าวเกรียบกุ้งปิดฝากล่องใช้กระดาษกาวปิดทับ  แล้วนำไปวางไว้บนชั้นที่ 3 เพื่อเตรียมขนย้ายไปจากร้านผู้เสียหาย  เป็นการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของผู้เสียหายแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2480/2535 จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย มีหน้าที่ทำใบเบิกสินค้า จำเลยได้เขียนใบเบิกสินค้าตามใบสั่งซื้อจำนวน 5 รายการ  และเบิกสินค้า โดยไม่มีใบสั่งซื้อจำนวน 2 รายการ คือ จานเปล และโถ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เข้ายึดถือครอบครองเอาจานเปล และโถดังกล่าวไป เนื่องจากมีผู้มาพบสินค้าดังกล่าวเสียก่อน ถือว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่กระทำไปไม่ตลอด จึงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้าง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2966/2539 ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ มาตรา 335 (11) วรรคแรก ขึ้นอยู่กับตัวทรัพย์ที่ลักว่าเป็นของนายจ้าง หรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้างหรือไม่ หาได้จำกัดว่าต้องเป็นการลักทรัพย์ ที่นายจ้างมอบหมายให้ถูกจ้าง ครอบครองดูแลรับผิดชอบเท่านั้นไม่ แม้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างจะไม่มีหน้าเกี่ยวกับทรัพย์ของกลางที่ลักไปจากคลังสินค้าของนายจ้างของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) วรรคแรก
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 5980-5981/2539 จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย แม้ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืน ก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างด้วย เพราะความเป็นลูกจ้างเป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามมาตรา 335 (1) (7) วรรคสาม, 83 เท่านั้น
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 316/2540 (หาไม่พบ) จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของ ส. ในใบคำขอใช้บริการบัตร เอ.ที.เอ็ม. จำเลยลักบัตรนั้นรวมทั้งซองบรรจุรหัส เพื่อใช้กับบัตรกรุงศรี เอ.ที.เอ็ม. ในชื่อของ ส. ไป ต่อจากนั้นจำเลยจึงได้นำบัตรกรุงศรี เอ.ที.เอ็ม. ดังกล่าวไปถอนเงินของโจทก์ร่วมที่เป็นนายจ้างของจำเลยผิด ป.อาญา ม 264 1 +268 1 +335 (11) 2 (ผิด 17 กรรม บัตร 1 เงิน 16)

-          มาตรา 335 (12) ทรัพย์ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 892/2502 ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม มาตรา 335 (12) นั้น คำบรรยายฟ้องของโจทก์ยังไม่สมบูรณ์ เพราะขาดองค์ความผิดที่ว่า เป็นโคของผู้มีอาชีพกสิกรรม เพียงเขียนว่ามีไว้ประกอบกสิกรรม ยังไม่เพียงพอที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม มาตรา 334 ชอบแล้ว
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1733/2506 ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยลักห่านซึ่งเป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรมไป ไม่ได้กล่าวว่า ห่านนั้นเป็นผลิตภัณฑ์หรือสัตว์อันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการกสิกรรม จึงยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2560/2527 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยใช้มีดตัดฟันต้นมะพร้าวของผู้เสียหายจริงแต่ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 นั้น วินิจฉัยว่าต้นมะพร้าวที่ถูกฟันปลูกอยู่ในสวนตามแนวเขตที่ดินของผู้เสียหายรวมกันต้นมะพร้าวอื่นเป็นแนวเดียวกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีอาชีพอะไร และสวนของผู้เสียหายเป็นสวนมะพร้าวโดยเฉพาะหรือสวนไม้เบญจพรรณ จึงฟังไม่ได้ว่าต้นมะพร้าวที่ถูกฟันนั้นเป็นพืชที่ปลูกในการกสิกรรมของผู้เสียหาย และวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ฟังไม่ได้ว่าจำเลยพยายามทำร้ายร่างกายเด็กหญิง ก.
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1083/2542 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักยางพาราซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกสิกรรมมิได้กล่าวในฟ้องว่าเป็น ยางพาราของเจ้าของทรัพย์ผู้มีอาชีพกสิกรรม จึงขาดองค์ประกอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(12) ลงโทษตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 227/2544 เครื่องสูบน้ำที่ถูกจำเลยลักไปเป็นเครื่องมือเครื่องกลอันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมของผู้มีอาชีพกสิกรรม เมื่อยังมีสภาพและรูปร่างเป็นเครื่องสูบน้ำอยู่ก็ต้องถือว่าเข้าหลักเกณฑ์แล้ว จะเสียหรือใช้การได้ไม่เป็นปัญหา เพราะถ้าเสียก็ยังสามารถซ่อมแซมให้ดีได้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(12) ไม่ได้กำหนดว่าการลักเครื่องมือเครื่องกลดังกล่าวจะต้องเป็นทรัพย์ที่ยังใช้การได้เท่านั้น จำเลยจึงจะรับโทษหนักขึ้นตามบทบัญญัติดังกล่าว
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 6133/2544 ความผิดตาม ปอ.ม.335(12) นอกจากเจ้าทรัพย์จะต้องเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมแล้วจะต้องได้ความอีกว่า ทรัพย์ที่ถูกลักนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธ์ หรือสัตว์หรือเครื่องมือ อันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการประกอบกสิกรรมด้วย เมื่อตามฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าข้าวเปลือกที่จำเลยลักไปเป็นผลิตภัณฑ์ หรือพืชพันธ์ซึ่งผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการกสิกรรมหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 335(12) ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1610/2546 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันลักมือหมุนเครื่องยนต์รถไถนา 1 อัน และนอตขันแท่นเครื่องยนต์ 3 ตัว ของผู้เสียหายไป โดยเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ทรัพย์ที่ลักเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม และเป็นการกระทำผิดโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์ที่ถูกลักนั้นไป จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดตาม ปอ.ม.335(1) (7) (วรรคสอง ประกอบ ม.336 ทวิ โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าผู้เสียหายเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรม จึงลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ม.335 วรรคสาม ไม่ได้ / ข้อสังเกต กสิกรรม หมายถึง การเพาะปลูก เลี้ยงปศุสัตว์ ไม่หมายความรวมถึงการประมงหรือป่าไม้ ý / กสิกรรม ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หมายถึง การทำไร่ไถนา)


-          การระบุวรรค
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 4641/2531 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตาม มาตรา 335 ตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป เข้าองค์ประกอบของมาตรา 335 วรรคสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามบทมาตราดังกล่าวโดยไม่ได้ระบุวรรค ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาแก้ระบุวรรคให้ถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้นได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ถึงปัญหานี้ เพราะมิได้เป็นการเพิ่มโทษจำเลยแต่อย่างใด แต่ที่แก้เป็นมาตรา 335 วรรคสองนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาย่อมแก้ให้ถูกต้องเป็นมาตา 335 วรรคสามได้

-          ตัวอย่างประเด็นข้อสอบเก่า
-          (ขส พ 2500/ 6) ลูกจ้างเลี้ยงโค หิวจึงรีดนมโคทาน / นมโคเป็นดอกผลที่ถือเอาได้เมื่อขาดจากตัวทรัพย์ แยกต่างหากจากแม่โค ตาม ป... มาตรา 148 เมื่อรีดจากแม่โค แล้วเป็นการลักทรัพย์ (ลักทรัพย์นายจ้าง ตาม ม 335 (11))

-          มาตรา 335 (13)
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1733/2506 ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยลักห่านซึ่งเป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรมไป ไม่ได้กล่าวว่า ห่านนั้นเป็นผลิตภัณฑ์หรือสัตว์อันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการกสิกรรม จึงยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 335 (12)

-          มาตรา 335 วรรคท้าย
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 501/2508 การกระทำผิดตามมาตรา 335 จะลงโทษตามมาตรา 334 ได้ มิใช่ทรัพย์มีราคาเล็กน้อยอย่างเดียว ผู้กระทำต้องกระทำโดยความจำใจหรือความยากจนเหลือทนทานเป็นหลักประกอบด้วย

-          ตัวอย่างประเด็นข้อสอบเก่า มาตรา 335
-          (ขส พ 2529/ 6) ประชุมกัน 5 คนเพื่อปล้นทรัพย์ ม 210 2 116/2471 / มีดาบคนละเล่มไปที่บ้านเจ้าทรัพย์ ผิด ม 371 เข้าปล้นเวลากลางคืน ผิด ม 364 + 365 (2) (3) +83 / ก ฟันกุญแจบ้าน เจตนาเดียวกัน พวกปล้น ผิด ม 358 + 83 / ช่วยกันลากหีบเหล็ก แต่ติดโซ่ แล้วถูกตำรวจจับ ผิด ม 334+80 + 335 (1) (3) (7) (8) + 80 + 83 +335 2 237/2461



มาตรา 335 ทวิ          ผู้ใดลักทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูป หรือวัตถุในทางศาสนา ถ้าทรัพย์นั้นเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน หรือเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพระพุทธรูป หรือวัตถุดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาททถึงสองหมื่นบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ได้กระทำในวัด สำนักสงฆ์ สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนา โบราณสถานอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน สถานที่ราชการ หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1558/2509 เทวรูปนั้นไม่มีคุณค่าเป็นพิเศษ จึงไม่ใช่สังหาริมทรัพย์อันมีค่าตาม มาตรา 355
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1142/2515 ความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูปตาม มาตรา 335 ทวิ จะต้องเป็นพระพุทธรูปที่เป็นสักการะบูชาของประชาชน หรือเป็นพระพุทธรูปที่เป็นสมบัติของชาติ มิใช่พระพุทธรูปที่เป็นทรัพย์ส่วนบุคคล โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักพระเครื่องยอดธงที่เป็นพระพุทธรูปอันเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนและผู้เสียหาย 1 องค์ โดยล้วงเอาไปจากกระเป๋าเสื้อของผู้เสียหายเหตุเกิดในบริเวณวัด ขอให้ลงโทษตาม มาตรา 335ทวิ แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ก็เห็นได้ว่าพระพุทธรูปนี้เป็นแต่พระเครื่องอันเป็นทรัพย์ส่วนตัวของผู้เสียหาย ผู้เสียหายใส่กระเป๋าเสื้อติดตัวไปเพราะนับถือว่า เป็นพระเครื่องที่คุ้มครองป้องกันอันตรายแก่ตัวผู้เสียหายโดยเฉพาะ ไม่อาจถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่เป็นที่สักการะบูชาของประชาชน และแม้เหตุลักทรัพย์จะเกิดในบริเวณวัด ก็ไม่เป็นการลักพระพุทธรูปที่สักการะบูชาของประชาชนในวัดเช่นกัน จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 ทวิ หาได้ไม่
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2063/2515 ความในวรรค 2 ของมาตรา 335 ทวิ นั้นสืบเนื่องมาจากความในวรรคแรก คือ ถ้าการลักทรัพย์ดังที่ระบุไว้ในวรรคแรกนั้น กระทำในสถานที่ดังที่ระบุไว้ในวรรค 2 ผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษหนักขึ้น “โบสถ์” เป็นอาคารสถานที่อันเป็นส่วนหนึ่งของวัด หรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนา ดังที่กล่าวไว้ในวรรค 2 มาตรา 335ทวิ ไม่ใช่ทรัพย์ที่ระบุในวรรคแรก “ถ้วยเคลือบอย่างเก่า” ซึ่งฝังอยู่ที่ผนังโบสถ์ ไม่ใช่วัตถุในทางศาสนาซึ่งเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน คงเป็นแต่เพียงวัตถุซึ่งเป็นเครื่องประดับผนังโบสถ์ แม้จำเลยจะลักถ้วยเคลือบนี้ไปจากโบสถ์อันเป็นที่สักการะของประชาชน ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 335ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1024/2518 พระพุทธรูปกับสิงห์สัมฤทธิ์ซึ่งขุดได้และเก็บรักษาไว้เอง มีเพื่อนบ้านมาบูชา ไม่ใช่ทรัพย์ที่สักการะบูชาของประชาชนหรือสมบัติของชาติตาม ป.อ.มาตรา 335ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2382/2519 รูปพระฤาษีเดินดงที่จำเลยเอาไปนั้น เก็บอยู่ในหีบบนกุฏิพระ ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน หรือต้องเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติตาม มาตรา 335 ทวิ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 339 ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 745/2520 ผงดินของขลังที่บรรจุในฐานองค์พระพุทธรูปเพื่อให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระพุทธรูปยิ่งขึ้น ไม่ใช่วัตถุทางศาสนาซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชน "คำว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของพระพุทธรูป" ใน ป.อ. ม.335 ทวิ หมายถึงส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นรูปร่างพระพุทธรูปเช่น พระเศียร พระหัตถ์ พระกร และพระบาท ซึ่งถ้าหากส่วนใดส่วนหนึ่งถูกตัดหรือถูกทำลายย่อมทำให้พระพุทธรูป ขาดความสมบูรณ์ ผงดินของขลังที่บรรจุอยู่ในฐานองค์พระพุทธรูปไม่เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนใดของพระพุทธรูป จำเลยเจาะฐานพระพุทธรูปแล้วเอาผงดินของขลังไป ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 335ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1812/2527 พระพุทธรูปบูชา ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้ว ตั้งไว้ที่มุมโต๊ะหมู่บูชา ในห้องของหอสวดมนต์ มิใช่ทรัพย์อันเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนตาม ม.335 ทวิ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะลักพระพุทธรูปนี้ในวัด ก็ไม่เป็นความผิด ตาม ม.335 ทวิ วรรคสอง
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2226/2531 เงินในตู้บริจาคของศาลเจ้าและเงินของผู้ดูแลศาลเจ้า แม้จะเก็บรักษาไว้ในศาลเจ้า ก็มิใช่วัตถุทางศาสนา การที่จำเลยกับพวกปล้นทรัพย์ดังกล่าว จึงมิได้กระทำต่อทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคแรก และไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรา 335 ทวิ วรรคสองได้ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา  340 ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2712/2532 จำเลยเพียงแต่ใช้รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะไปลัก และบรรทุกเอาพระพุทธรูปไปจากวัดที่เกิดเหตุ ไม่ได้ใช้ในการลักพระพุทธรูปดังกล่าวโดยตรง รถยนต์นั้นจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ / การนำพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่สักการบูชาของประชาชน สืบมาแต่เดิมไปเก็บซ่อนไว้ เพื่อให้พ้นจากการโจรกรรม หาทำให้พระพุทธรูปนั้น พ้นจากการเป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนสักการบูชาไม่



มาตรา 336     ผู้ใดลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ผู้นั้นกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่บาทถึงสามหมื่นบาท

-          มาตรา 336          การฉกฉวยเอาซึ่งหน้า
-          พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 บัญญัติความหมายของคำว่า "ฉกฉวย" แปลว่า "ยื้อแย่งเอาไปต่อหน้า"
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 919/2503 จำเลยเข้าไปในร้านขอซื้อสุรา เจ้าของร้านบอกว่าหมดเวลาแล้วขายไม่ได้ จำเลยพูดว่าไม่ขาย ก็เอาไปกินเฉย ๆ จะทำอะไรเขา แล้วจำเลยหยิบขวดสุราออกจากร้านไปด้วย ดังนี้ เป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ผิดฐานวิ่งราวทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 3624/2530 จำเลยขายสร้อยให้ผู้เสียหาย 4 เส้นในราคา 100 บาทเศษ แต่จำเลยกลับหยิบธนบัตรฉบับละ 500 บาทจำนวน 1 ฉบับ จากในกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายไป โดยพลการในทันทีที่ผู้เสียหายเปิดกระเป๋าสตางค์ ซึ่งผู้เสียหายยังมิทันได้หยิบธนบัตรดังกล่าวส่งให้จำเลย แล้วจำเลยก็หลบหนีไปเช่นนี้ การกระทำของจำเลย มิใช่เป็นการผิดสัญญาในทางแพ่ง หรือเข้าใจผิด เพราะสื่อความหมายกันไม่รู้เรื่องแต่อย่างไร การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า จำเลยจึงมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

-          มาตรา 336          กรณีที่ไม่ถึงขั้นเป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1200/2481 ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ทรัพย์ต้องอยู่ใกล้ชิดเจ้าทรัพย์ จึงจะเป็นการฉกฉวยพาหนีไปต่อหน้า กรณีที่ทรัพย์อยู่ห่างเจ้าทรัพย์ 5 วา เจ้าทรัพย์กำลังทำงานเพลินอยู่ได้ยินเสียงเหลียวไปดู จำเลยก็คว้าห่อผ้าหนีไป ไม่ผิด ฐานวิ่งราวทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 893/2487 เข้าไปไนร้านแล้วเอาทรัพย์ไส่กะเป๋าเวลาเขาเหลียวไปทางอื่น พอเขาเห็นร้องขึ้น ก็หนีไป ดังนี้ไม่เปนวิ่งราว เพราะไม่มีกิริยาฉกฉวย
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 983/2487 คำว่าฉกฉวยตาม ม.297 หมายถึงกิริยาฉุกชักกะชากหยิบโดยรวดเร็วหรือฉับพลันทันที / หยิบทรัพย์ที่ลักในเวลาเจ้าของเผลอ พอเจ้าของรู้ตัวก็รับวิ่งหนีไปดังนี้ ขาดกิริยาฉกฉวยไม่เป็นวิ่งราวทรัพย์
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1704/2530 จำเลยขอดูนาฬิกาที่ผู้เสียหายใส่อยู่ เมื่อผู้เสียหายถอดให้จำเลย จำเลยรับนาฬิกามาจากผู้เสียหายแล้ววิ่งหนี การกระทำของจำเลยไม่เป็นการใช้กิริยาฉกฉวยเอาทรัพย์ผู้เสียหายไป แต่เป็นการใช้อุบายให้ผู้เสียหายถอดนาฬิกาจากข้อมือส่งให้จำเลย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่เป็นการลักทรัพย์ด้วยการใช้อุบาย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 Ø แม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แต่การลักทรัพย์เป็นการกระทำอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองและรวมอยู่ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสุดท้าย
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 10344/2550 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยกับพวกอีกสองคนขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปจอดที่หน้าร้านค้าของนางสุณีผู้เสียหาย แล้วจำเลยลงจากรถเข้าไปในร้านใช้อุบายขอซื้อกระดาษทิสชูและปลั๊กไฟฟ้า เมื่อนางสาวนิภาบุตรสาวเดินไปหยิบปลั๊กไฟฟ้านั้น จำเลยเดินตามเข้าไปด้วย ขณะนางสาวนิภากำลังหยิบสินค้าและเผลอนั้น พวกของจำเลยอีกคนหนึ่งลงจากรถเข้าไปลักบุหรี่จำนวน 7 หีบ ราคา 1,918 บาท ซึ่งวางอยู่ในตู้หน้าร้านขึ้นรถหลบหนีไป ส่วนจำเลยขึ้นรถไม่ทันและถูกผู้เสียหายกับพวกจับกุมไว้ได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อุบายเข้าไปขอซื้อสินค้า เมื่อนางสาวนิภาไปหยิบสินค้าและเผลอ พวกของจำเลยลงจากรถลักบุหรี่ไปจากร้านค้าของผู้เสียหายนั้น ได้ความว่านางสาวนิภาและนายวิษณุซึ่งอยู่ในร้านค้ามิได้รู้เห็น แสดงว่า พวกของจำเลยลอบลักหยิบเอาบุหรี่ไปโดยไม่ให้บุคคลในร้านเห็น แม้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในร้านตัดผมฟากถนนฝั่งตรงข้าม จะเห็นเหตุการณ์ขณะพวกของจำเลยลงจากรถเข้าไปลักบุหรี่ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า ผู้เสียหายอยู่อีกฟากถนนและเห็นเหตุการณ์ในระยะห่าง 20 เมตร ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ลักษณะการกระทำดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าพวกของจำเลยเอาบุหรี่ของผู้เสียหายไปต่อหน้าผู้เสียหาย การกระทำของพวกของจำเลยไม่เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

-          มาตรา 336          ประเด็นเปรียบเทียบ ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ กับความผิดอื่น
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1445/2530 จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์โดยการฉกฉวยซึ่งหน้า การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) บทหนึ่ง และเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นการกระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามมาตรา 336 วรรคแรกอีกบทหนึ่ง กรณีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 ซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลย อัตราโทษขั้นสูงของมาตรา 335 (7) และ 336 วรรคแรกนั้นเท่ากัน คือจำคุกไม่เกิน 5 ปีแต่ตามมาตรา 335 (7) มีโทษขั้นต่ำจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไปจึงมีบทลงโทษหนักกว่าต้องใช้มาตรา 335 (7) เป็นบทลงโทษ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 476/2535 จำเลยที่ 3 วิ่งเข้ามาถามผู้เสียหายทั้งสองว่าเป็นนักศึกษาวิทยาลัย ท.หรือไม่ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ใช้มีดสะปาต้า ฟันแขนซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 บาดเจ็บและใช้มีดดังกล่าว จี้เอาเสื้อฝึกงาน 1 ตัว นาฬิกาข้อมือ 1 เรือนไป ส่วนพวกของจำเลยทั้งสามขึ้นไปล้วงกระเป๋าใส่เงิน 1 ใบ พร้อมเงินสด 10 บาทไปและจำเลยที่ 1 ขึ้นไปกระชากสร้อยคอทองคำ 1 เส้น จากคอผู้เสียหายที่ 2 แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 กระทำต่อผู้เสียหายคราวเดียวกัน แต่ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 3 กับพวกไม่ได้สมรู้ร่วมคิด อันมีลักษณะประสงค์ต่อทรัพย์ผู้เสียหาย เพียงแต่พวกของทั้งสามคนหนึ่งชวนให้ไปตีกับพวกนักศึกษาวิทยาลัย ท. ลักษณะที่จำเลยที่ 3 แยกไปสอบถามผู้เสียหายทั้งสอง น่าจะเป็นความคึกคะนองและพาลหาเรื่อง หาใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทำ เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำผู้เสียหายที่ 2 เป็นลักษณะที่ถือโอกาสเป็นส่วนตัวลำพังผู้เดียว เจตนากระทำความผิดดังกล่าวการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 336 วรรคแรก พวกของจำเลยทั้งสามถือโอกาสร่วมคิด จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ (หากฟังข้อเท็จจริงยุติดังนี้ จำเลยที่ ๒ ต้องผิดชิงทรัพย์)

-          ตัวอย่างประเด็นข้อสอบเก่า มาตรา 336
-          (ขส เน 2514/ 6) เขียวจะซื้อตั๋วโดยสารรถไฟ แดงจึงฝากเงินให้ช่วยซื้อตั๋วรถไฟ / เขียวรับเงิน แล้ววิ่งหนีไปต่อหน้า / เขียวผิด ม 335 (9) การครอบครองยังอยู่กับแดง แต่ไม่ผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เพราะไม่ได้ฉกฉวยเอาซึ่งหน้า

-          (ขส พ 2515/ 7) ก ข ค แกล้งทิ้งสร้อยไว้ ง เก็บได้ ก ข ค อ้างว่าเห็น ขอให้แบ่งกัน แต่ยอมให้สร้อยแก่ ง โดย ง ต้องให้นาฬิกาแลกเปลี่ยน ข พูดพลางจับมือรูดนาฬิกา ง ไม่ยอม ข ค พูดให้คล้อยตาม ข รูดนาฬิกาสำเร็จ ก ข ค วิ่งหนีไป ปรากฏว่าสร้อยเก๊ การรูดนาฬิกาไป เจ้าทรัพย์มิได้ปลดส่งให้ด้วยตนเอง แสดงว่าเจ้าทรัพย์ไม่ยินยอม ผิด ม ๓๓๕ () (ธงไม่ถึง ม ๓๓๖ , ๓๓๙)
-          (ขส พ 2522/ 7) พี่ชายจำเลยและนายแก่น ด่าท้าทายและร้ายกัน แก่นท้าให้จำเลยยิง และชักเหล็กแหลมเดินเข้าใส่ จำเลยยิงถูกแก่นสาหัส ถูกแก้วตาย จำเลยเห็นสร้อยของแก่น จึงกระชากวิ่งหนีไป / ไม่เป็นป้องกัน ม ๖๘ เพราะจำเลยสมัครใจเข้าร่วมเป็นฝ่ายพี่ชาย และเตรียมตัวต่อสู้ ผิด ม ๒๘๘,๘๐ และการที่กระสุนถูกแก้ว ผิด ม ๒๘๘ เป็นกรรมเดียว ม ๙๐ ฎ ๒๒๒/๒๕๑๓ / การเอาสร้อยไม่เป็นชิงทรัพย์ ม ๓๓๙ แต่ผิด ม ๓๓๖ เรียงกระทงตาม ม ๙๑ ฎ ๑๖๒๖/๒๕๐๐



มาตรา 336 ทวิ          ผู้ใดกระทำความผิดตาม มาตรา 334 มาตรา 335 มาตรา 335 ทวิ หรือมาตรา 336 โดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือตำรวจ หรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหารหรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง

-          มาตรา 336 ทวิ      กรณีเป็นการลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ต้องดูเจตนาเป็นสำคัญ
-          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2546 การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยมีเจตนาจะลักเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้อุบายหลอกผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้ำอัดลม แล้วถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้เสียหายหนีไป จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะใช้รถเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาเอาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามมาตรา 336 ทวิ คงผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334

-          มาตรา 336 ทวิ      กรณีเป็นการลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 393/2520 ม.ดึงสร้อยคอของ ป. ป.รู้ตัวก่อนได้จับสายสร้อยไว้สายสร้อย ขาดติดมือ ป.อยู่ ม.เอาไปไม่ได้ ม.วิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยติดเครื่องจอดรถอยู่เยื้องที่เกิดเหตุขับหนีไป เป็นแผนการณ์ที่จำเลยกับ ม.ร่วมกันวางไว้ เป็นตัวการพยายามวิ่งราวทรัพย์ โดยใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ ตาม ป.อ. ม.80, 336, 336 ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2534/2527 จำเลยขี่รถจักรยานสองล้อเข้าไปในมหาวิทยาลัย เพื่อลักรถจักรยานสองล้อของผู้เสียหาย รถจักรยานสองล้อที่จำเลยใช้ขี่ไปย่อมเป็นยานพาหนะที่ให้ความสะดวก แก่จำเลยในการกระทำผิด และหลังจากพวกของจำเลยนำรถจักรยานสองล้อ ของผู้เสียหายขี่หนีไปแล้ว จำเลยได้ขี่รถจักรยานสองล้อที่ขี่มาหลบหนีไปด้วย เป็นการใช้ยานพาหนะหลบหนีไป เพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. ม.336 ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2966/2539 การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับคุมหรือไม่ ส่วนยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดจะเป็นของผู้ใด หาใช่ข้อสำคัญไม่

-          มาตรา 336 ทวิ      กรณีที่ไม่ถือว่าเป็นการลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 3985/2530 จำเลยที่ 2 ขับรถสามล้อเครื่องพาจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังลักทรัพย์ในร้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จอดรถอยู่บริเวณหน้าร้านผู้เสียหายห่างประมาณ 6-7 เมตรและนั่งอยู่เฉย ๆ ข้างรถสามล้อเครื่องมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเอาทรัพย์ผู้เสียหายไป มิได้คอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 หรือให้ความร่วมมือ โดยใกล้ชิดกับการที่จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 เพียงแต่รอคอยอยู่เพื่อจะขับรถพาจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่เกิดเหตุ  ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ก่อนและขณะกระทำผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด / จำเลยที่ 2 เพียงแต่ขับรถสามล้อเครื่องมาส่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ผู้เสียหาย ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้รถสามล้อเครื่องดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์  พาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 336 ทวิ คงมีความผิดตามมาตรา 335 วรรคสามเท่านั้น
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 1492-4/2532 (สบฎ เน 98) จำเลยกับพวก ไปลักทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยเพียงแต่นำรถจักรยานยนต์ไปจอดห่างจากบ้านผู้เสียหายประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อลักทรัพย์เสร็จได้กลับไปที่รถจักรยานยนต์ แบ่งทรัพย์กัน แล้วก็นั่งรถจักรยานยนต์หลบหนีไป กรณียังฟังไม่ได้ว่าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ เพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป ตามมาตรา 336 ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 435/2536 จำเลยขับรถยนต์บรรทุกออกนอกเส้นทางหลบไปที่อื่น เพื่อประสงค์จะลักโทรทัศน์สีของผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยมีหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกขนส่ง และลักเอาโทรทัศน์สีที่บรรทุกอยู่บนรถนั้นเอง การกระทำของจำเลยจึง มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 5457/2541 กระดาษดราฟท์ที่จำเลยกับพวกลักนั้น ได้บรรทุกอยู่บนรถพ่วงซึ่งถูกลากจูงโดยรถบรรทุก เพื่อขนส่งไปยังสถานที่ขนส่งถ่ายอยู่ก่อนแล้ว จำเลยกับ ฉ. ร่วมกันลักกระดาษดราฟท์โดยใช้รถข้างต้น ซึ่งบรรทุกกระดาษดราฟท์มาแต่แรก และ ฉ. เป็นลูกจ้างผู้มีหน้าที่ขับรถคันดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 336 ทวิ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 7007/2543 จำเลยนำรถจักรยานยนต์เคลื่อนออกมาจากคอกเก็บรถหลังจากตัดต่อสายไฟสายตรงของสวิสต์กุญแจปิดเปิดเครื่องยนต์แล้ว โดยนำห่างออกมาจากคอกเก็บประมาณ 3 เมตร เข้าองค์ประกอบคำว่า "เอาทรัพย์ไป" แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ Ø  คนที่ขับรถของจำเลยเพียงแต่ขับรถยนต์มาส่งจำเลยกับพวกที่บ้านของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุและหลังจากเกิดเหตุแล้วก็ได้ขับวนเวียนในลักษณะคล้ายกับจะตามหาจำเลยกับพวกเท่านั้น คนที่ขับรถดังกล่าวไม่ได้ร่วมกับจำเลยกับพวกลักทรัพย์ผู้เสียหาย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อสะดวกในการลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ

-          มาตรา 336 ทวิ      ประเด็นเรื่องการริบยานพาหนะ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 2224/2533 จำเลยที่ 2 เพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์ของกลาง เป็นพาหนะไปส่งจำเลยที่ 1 เพื่อลักทรัพย์ของผู้เสียหายเท่านั้น หาได้ใช้พาหนะดังกล่าวในการลักทรัพย์โดยตรงไม่  รถจักรยานยนต์ของกลาง จึงไม่เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดอันจะพึงริบ
-          คำพิพากษาฎีกาที่ 5014/2542 (สบฎ สต 99) การที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สิน ซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) นั้นมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินฅที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้น ๆ โดยตรง คือทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดผิด การที่จำเลยใช้รถยนต์กระบะของกลาง เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม แต่ก็มิได้ความว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์กระบะดังกล่าว เป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์ อันจะให้ถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้กระทำความผิด แม้การกระทำของจำเลยตามฟ้องจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคแรก, 336 ทวิ ก็ตาม แต่ตามมาตรา 336 ทวิ ก็เป็นเพียงบทบัญญัติให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 335 (1) วรรคสองหนักขึ้น เพราะเหตุที่จำเลยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือพาเอาทรัพย์ หรือเพื่อให้จำเลยพ้นจากการจับกุมเท่านั้น รถยนต์กระบะของกลาง จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง ศาลริบไม่ได้


ไม่มีความคิดเห็น: