ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

“ภรรยาชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

๑.ผู้ตายกำลังชำเราภรรยาจำเลย แม้ไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็อยู่ด้วยกันจนมีบุตร ๖ คน ย่อมมีความรักความหวงแหน การที่ใช้มีดพับเล็กๆที่หาได้ในทันทีทันใดแทงผู้ตาย ๒ ที แทงภรรยา ๑ ที เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๒๔๙/๒๕๑๕
๒.จำเลยเห็นผู้ตายกอดปล้ำเพื่อจะกระทำชำเราภรรยา จึงเข้าไปฟันผู้ตาย ๒ ครั้ง แล้ววิ่งหนีไปหลังบ้านเพราะกลัวจะคว้ามีดเข้าทำร้าย ผู้ตายวิ่งไล่ตามไปติดๆ เมื่อหนีไม่พ้นจึงหันมาฟันผู้ตาย ๒ ถึง ๓ ที ผู้ตายพละหนีไปหน้าบ้านแล้วไปนอนตายในลำห้วย เป็นการป้องกันสิทธิ์ของจำเลยให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย ภยันตรายนั้นใกล้จะถึง เป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาฏีกา ๒๗๓/๒๕๑๐
๓.จำเลยยิงผู้เสียหายขณะกำลังร่วมประเวณีกับนาง ส. ภรรยาจำเลยซึ่งไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฏหมาย ไม่เป็นการป้องกัน แต่การที่จำเลยเลี้ยงดูนาง ส. เยี่ยงภรรยา ย่อมมีความรักความผูกพัน การที่ผู้เสียหายรู้ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับนาง ส. แต่ก็ยังมาร่วมประเวณีกับนาง ส. จนถูกจำเลยยิงในขณะร่วมประเวณี เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๒๓๗๓/๒๕๔๔
๔.จำเลยเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ต. มีสิทธิ์ป้องกันไม่ให้หญิงอื่นมามีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับสามีของตน จำเลยพบโจทก์ร่วมกำลังนอนกับ ต. ยังไม่ได้ร่วมประเวณีกัน ถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายอันประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฏหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ที่จะต้องกระทำการเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตัว จึงไม่ใช่การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ร่วมเข้าไปนอนกับสามีจำเลยในเตียงในฟาร์มเลี้ยงไก่เป็นการข่มเหงจิตใจจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยพบเห็นโดยบังเอิญโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ไม่สามารรถอดกลั้นโทสะไว้ได้ จึงใช้มีดฟันโจทก์ร่วมไปทันที เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๓๘๖๑/๒๕๔๗
๕.จำเลยเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน ๑ คน ผู้ตายมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงหลายคน และกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับ ท. ซึ่งทำงานที่เดียวกับจำเลย มีการออกบัตรเชิญไปร่วมพิธีโรงงานที่ผู้ตายและ ท. ทำงานห่างที่พักจำเลย ๕๐๐ เมตร คนในโรงงานย่อมทราบจำเลยเป็นภรรยาผู้ตาย การกระทำของผู้ตายทำให้จำเลยได้รับความอับอายมาก ก่อนเกิดเหตุหลายวันผู้ตายไม่กลับบ้านเพราะไปพักกับ ท. จำเลยตามผู้ตายให้กลับบ้าน จำเลยขอร้องว่าจะมีความสัมพันธ์กับ ท. ต่อไปก็ได้ แต่อย่าแต่งงานกับ ท. ผู้ตายปฏิเสธ การกระทำดังกล่าวเป็นการห่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายในทันใดเพียง ๑ นัด เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๖๙๘๘/๒๕๔๒
๖.ยิงผู้เสียหายขณะกำลังพลอดรักกับสามีจำเลย แม้ผู้เสียหายและสามีจำเลยไม่ทราบจำเลยอยู่บริเวณดังกล่าวก็ตาม เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๖๘๐๒/๒๕๔๕
๗.ยิงผู้ตายที่อยู่ในห้องตามลำพังกับภรรยาสองต่อสอง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน จึงเกิดโมโหหรือมีอารมณ์โกรธ ยิงไปทันทีที่เห็น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๓๙๕๕/๒๕๔๗
๘.พบภรรยาอยู่ตามลำพังในห้องน้ำกับชายอื่นในเวลากลางคืน แม้จะเลิกรากับภรรยาแล้ว แต่จำเลยก็ยังคงติดตามให้ภรรยาไปอยู่ด้วยกันกับตนและบุตร แสดงยังมีความรักย่อมเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่ตนเคยเป็นสามีแล้วเกิดบันดาลโทสะขึ้นมา แม้แทงผู้เสียหายครั้งแรกที่ห้องน้ำ และแทงครั้งต่อไปที่ประตูหน้าบ้าน ก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกันอยู่ เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๗๑๔๖/๒๕๒๒
๙.อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา ผู้ตายบอกจำเลยต่อหน้า พ ว่า มานอนกับ พ.ทุกคืน เป็นการเยาะเย้ยถากถางว่าทำชู้กันเรื่อยๆ เป็นการยั่วยุอารมณ์จำเลย สบประสาทจำเลยอย่างร้ายแรงเหลือวิสัยที่จะอดกลั้นได้ เป็นการห่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรง การใช้ปืนยิงผู้ตายทันที เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๔๒๘/๒๕๓๖
๑๐.ผู้เสียหายด่าจำเลยว่า “คนแก่อย่างมึงตัณหากลับ แย่งผัวกูหรือ” เป็นการเข้าใจผิดคิดว่าจำเลยเป็นชู้กับสามีผู้เสียหาย เพราะพบเห็นบุคคลทั้งสองอยู่กันตามลำพัง ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นจริงดังนั้นหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม คำพิพากษาฏีกา ๓๘๐๙/๒๕๓๓
๑๑.บอกจำเลยให้ไปหาภรรยาใหม่ โดยผู้ตายมีสามีใหม่แล้ว สามีใหม่รวยกว่าจำเลย ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม คำพิพากษาฏีกา ๕๘๐๙/๒๕๓๔
๑๒.อ้างว่า ภรรยาไปร่วมหลับนอนกับชายอื่น(ผู้เสียหาย) แต่ภรรยาและผู้เสียหายปฏิเสธ ไม่ถือเป็นการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม จำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหายขณะกำลังเข้ามาห้ามไม่ให้จำเลยทำร้ายภรรยา ผิดพยายามฆ่า คำพิพากษาฏีกา ๗๙๕/๒๕๔๒
๑๓.จำเลยและผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันท์คนรักกัน ผู้ตายต้องการเลิกเพื่อไปคบคนอื่น ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม คำพิพากษาฏีกา ๖๐๘๓/๒๕๔๖
๑๔.ถามผู้ตายว่า “ มึงเล่นชู้กับเมียกูทำไม” ผู้ตายตอบว่า “ มึงไม่มีน้ำยากูเลยเล่น” เป็นการพูดยั่วยุ แต่ไม่ถึงกับเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม คำพิพากษาฏีกา ๕๗๑๔/๒๕๔๘
๑๕.ภรรยาจำเลยถูกผู้ตายข่มขืนกระทำชำเรา พบผู้ตายตอนเย็นจึงใช้ปืนยิง ไม่ใช่การกระทำขึ้นเฉพาะหน้า หรือมีโทสะในเวลาใกล้ชิดกับที่มีโทสะ อ้างบันดาลโทสะไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๖๓๐๙/๒๕๓๓
ข้อสังเกต ๑. การกระทำโดยบันดาลโทสะเป็นการกระทำในทันทีทันใดในขณะนั้น กระทำต่อผู้ข่มเหงด้วยเหตุอันร้ายแรงและไม่เป็นธรรม ผู้ถูกข่มเหงจึงตอบโต้ในขณะที่ถูกข่มเหงนั้น ย่อมเป็นการกระทำความผิดที่สามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะมาขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำกรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตาม ปอ มาตรา ๗๒
๒.การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้ากระทำพอสมควรแก่เหตุคือเป็นวิถีทางน้อยที่สุดที่จะกระทำเพื่อป้องกันภยันตรายที่เกิดการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและการกระทำได้สัดส่วนกันระหว่างภยันตรายที่เกิดการประทุษร้ายอันละเมิดกฏหมายกับการกระทำที่ต้องป้องกัน การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำไม่มีความผิดในการกระทำนั้นๆ ตาม ปอ มาตรา ๖๘ แต่หากว่าการกระทำนั้นเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่ากฏหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
๓.การสมรสตามกฎหมายจะมีได้เฉพาะการจดทะเบียนสมรสเท่านั้น ปพพ มาตรา ๑๔๕๗ โดยไม่คำนึงว่าจะมีการหมั่นหรือไม่ จะมีการแต่งงานหรือผูกข้อไม้ข้อมือกันตามประเพณีหรือไม่อย่างไร แม้ไม่มีการกระทำดังกล่าวแต่มีการจดทะเบียนสมรสถือเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่หากมีเฉพาะการหมั่น หรือมีเพียงการแต่งงานตามประเพณีหรือผูกข้อมือแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ถือไม่ใช่การสมรสตามกฎหมาย ผู้หญิงอยู่ในฐานะนางบำเรอของฝ่ายชายไม่ใช่ภรรยาโดยถูกต้องตามกฏหมาย ดังนั้นคำว่า “ เป็นสามีภรรยากัน” จึงหมายถึงเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีการจดทะเบียนสมรสกัน ส่วนคำว่า “ อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา” หมายความถึงสามีภรรยาที่อยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส
๔.การที่ผู้ตายกำลังชำเราภรรยาจำเลย เมื่อเป็นการร่วมประเวณีโดยความสมัครใจของฝ่ายหญิง ไม่ได้เกิดจากการถูกขมขืน จึงไม่ใช่การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ไม่มีภยันตรายใดๆอันละเมิดกฎหมายที่สามีจะป้องกันภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายสำหรับบุคคลอื่น(ภรรยา) เมื่อไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรที่ต้องป้องกันและเมื่อภรรยายอมให้กระทำชำเราย่อมไม่มีภยันตรายใดๆที่ละเมิดกฎหมายที่สามีจะต้องป้องกัน แต่การที่อยู่ด้วยกันจนมีบุตร ๖ คน ย่อมมีความรักความหวงแหน การที่ภรรยามีชู้ยอมร่วมประเวณีกับชายอื่นย่อมเป็นการข่มเหงสามีอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงได้กระทำต่อผู้ขมเหงในขณะนั้น ด้วยการที่ใช้มีดพับเล็กๆที่หาได้ในทันทีทันใดแทงผู้ตาย ๒ ที แทงภรรยา ๑ ที เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ มีความผิดฐานฆ่าชายชู้โดยบันดาลโทสะ และทำร้ายร่างกายภรรยาโดยบันดาลโทสะ จึงเห็นได้ว่าแม้การข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจะไม่ใช่การกระทำที่ละเมิดกฎหมายก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำด้วยการข่มเหงโดยปราศจากเหตุผลหรือมูลเหตุโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะสามารถกระทำได้ แม้การที่หญิงอายุเกินกว่า ๑๕ ปียอมให้ชายอื่นร่วมประเวณีจะไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราแต่ก็เป็นการข่มเหงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม ที่จะสามารถอ้างบันดาลโทสะมาให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
๕.กรณีดังกล่าวข้างต้นหากไม่ใช่เรื่องสมัครใจร่วมประเวณีแต่เป็นกรณีฝ่ายหญิงถูกข่มขืนกระทำชำเรา สามีก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปป้องกันอะไรภรรยาเพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่สามารถอ้างกระทำผิดเพื่อป้องกันภยันตรายอันละเมิดกฎหมายได้ จะถือว่าต้องป้องกันชื่อเสียงและเกียรติ์ยศของตนหาได้ไม่ แต่ถือการที่ภรรยาถูกข่มขืนแม้ไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฏหมายก็เป็นการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมที่จะอ้างบันดาลโทสะเข้ามาขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฏหมายบัญญัติไว้
๖.หากเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย สามีมีสิทธิ์ที่จะป้องกันชื่อเสียงเกียรติยศของตน เมื่อพบชายที่ “นอนกอด” กับภรรยาของตนในที่ลับ การที่สามีฆ่าชายชู้ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฏหมาย คำพิพากษาฏีกา ๔๐๐/๒๔๖๓ และมีสิทธิ์ฆ่าชายชู้ “ขณะกำลังร่วมประเวณี” กับภรรยาของตน เป็นการป้องกันชื่อเสียงเกียรติยศ พอสมควรแก่เหตุ คำพิพากษาฏีกา ๔๑๙/๒๔๗๔ ซึ่งหลักการนี้เป็นไปตามกฏหมายอาญา รศ ๑๒๗ หรือตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ซึ่งได้บัญญัติไว้ในเรื่องชายชู้โดยเฉพาะ เช่นในบทที่ ๘ บัญญัติว่า “ หญิงนอกใจผัว ผัวจับหญิงนอนหงาย ชายนอนคว่ำ ถ้าฆ่าชายนั้นไซร์ให้ฆ่าหญิงนั้นด้วย อย่าฆ่าแต่ผู้เดียว ถ้าฆ่าแต่หญิงไซร์ให้ไหมผัวตามบันดาศักดิ์ “ นั้นหมายความว่ากฏหมายยอมให้ฆ่าได้ทั้งชายชู้และภรรยาโดยไม่เป็นความผิด โดยมีบทที่ ๙ บัญญัติว่า “ หญิงทำชู้เหนือผัว จับชายชู้ได้มิทันพิจารณา บันดาลโกรธ ตีด่าฆ่าฟันชายผู้นั้นตาย.....มิให้มีโทษแก่ชายเจ้าของเมียเลย “ และในบทที่ ๑๓ บัญญัติว่า “ชายใดทำชู้ด้วยเมียท่าน ถ้าจะเอาสินไหม ให้เอามายังแพ่งให้พิจารณา ถ้าผัวเห็นว่าสินไหมนั้นน้อย จะขอฟันแทงเสียมิให้ฟัง” เมื่อกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว คำพิพากษาฏีกาทั้งสองนี้อาจใช้ไม่ได้แล้ว การที่สามีฆ่าชายชู้และภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของตน ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า แม้จะเป็นการป้องกันชื่อเสียงและเกียรติยศของตนที่มีสิทธิ์มิให้ชายใดมาล่วงละเมิดในทางชู้สาวกับภรรยาของตนทั้งสามารถเรียกค่าทดแทนจากชายชู้ และเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ก็ตาม แต่การที่ฆ่าชายชู้และภรรยาของตัวเองนั้นน่าจะไม่ใช่เรื่องการป้องกันชื่อเสียงและเกียรติยศพอสมควรแก่เหตุ แต่น่าเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องป้องกัน เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ
๗.การที่จำเลยเห็นผู้ตายกอดปล้ำเพื่อจะกระทำชำเราภรรยาเป็นความผิดฐานพยายามขมขื่นกระทำชำเรา อันเป็นภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดกฏหมาย การที่จำเลยเข้าไปฟันผู้ตาย ๒ ครั้งเป็นการป้องกันสิทธิ์ของตนที่เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาล่วงละเมิดทางเพศกับภรรยาของตนและเป็นการป้องกันสิทธิ์ของ “ ผู้อื่น” คือภรรยาของตนที่จะไม่ให้ผู้ใดมาล่วงละเมิดทางเพศ เป็นภยันตรายที่ถึงตัวแล้วหากไม่ฟันก็ไม่มีวิถีทางอื่นที่จะกระทำเพื่อป้องกัน ซึ่งเมื่อฟันแล้ววิ่งหนีไปหลังบ้านเพราะกลัวผู้ตายจะคว้ามีดเข้าทำร้าย ผู้ตายวิ่งไล่ตามไปติดๆส่อให้เห็นเจตนาที่จะทำร้ายจำเลย เป็นภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และจำเลยไม่ได้เป็นผู้เป็นต้นเหตุหรือก่อเหตุหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้ผู้ตายต้องมาไล่ฟัน เมื่อจำเลยหนีไม่พ้นจึงหันมาฟันผู้ตาย ๒ ถึง ๓ ที เป็นการป้องกันสิทธิ์ของจำเลยให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย ภยันตรายนั้นใกล้จะถึง เป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
๘.ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิ์ป้องกันไม่ให้หญิงอื่นมามีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับสามีของตน
๘.๑หากยังไม่ได้ร่วมประเวณีกัน ถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายอันประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฏหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ที่จะต้องกระทำการเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตัว
๘.๒หรือการที่สามียอมร่วมประเวณีกับหญิงอื่นหากเป็นไปด้วยความสมัครใจไม่ใช่ถูกบังคับขมขื่นแล้วย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะป้องกันเพราะไม่มีภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฏหมายเพราะไม่ได้มีการข่มขืนกระทำชำเราสามี (ขมขื่นกระทำชำเรา ปอ มาตรา ๒๗๖ ใช้คำว่า “ ผู้ใด” ขมขื่นกระทำชำเรา หาได้ใช้คำว่า “ชายใด”อีกทั้งตาม ปอ มาตรา ๒๗๖วรรคสองให้ความหมายของการขมขื่นกระทำชำเรา หมายความถึง การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ดังนั้นหญิงอาจกระทำการข่มขื่นกระทำชำเราชายได้) เมื่อการร่วมประเวณีเป็นไปด้วยความสมัครใจของทั้งของฝ่ายไม่ได้เกิดจาการข่มขืนจึงไม่มีภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย
๘.๓หากว่าเป็นกรณีสามีถูกหญิงอื่นข่มขื่นกระทำชำเรา ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิ์ที่จะป้องกันชื่อเสียงและเกียรติยศของตนได้ การที่ภรรยายิงหญิงอื่นน่าจะอ้างเรื่องป้องกันได้
๘.๔ แต่การที่ยิงนั้นต้องเป็นเรื่องที่พบเห็นขณะกระทำชำเราในขณะนั้น ไม่ใช่บันดาลโทสะด้วยนึกถึงภาพครั้งเก่าที่เคยจับได้ขณะร่วมประเวณีกันแต่ไม่ได้ทำอะไร พอครั้งนี้แค่พบนอนอยู่ด้วยกันเฉยๆก็จะอ้างเหตุในครั้งเก่ามาใช้อ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตนหาได้ไม่
๘.๕การที่ภรรยาพบหญิงอื่นนอนกับสามีในเตียงในฟาร์มเลี้ยงไก่เป็นการข่มเหงจิตใจภรรยาอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยพบเห็นโดยบังเอิญโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ไม่สามารรถอดกลั้นโทสะไว้ได้ จึงใช้มีดฟันไปทันที แม้ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฏหมายแต่ก็เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
๙. การที่สามีมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงหลายคน และกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับ หญิงอื่น. ซึ่งทำงานที่เดียวกับจำเลยซึ่งเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายโดย มีบุตรด้วยกัน ๑ คน มีการออกบัตรเชิญไปร่วมพิธีโรงงานที่ผู้ตายและ หญิงอื่น ทำงานห่างที่พักจำเลย ๕๐๐ เมตร คนในโรงงานย่อมทราบจำเลยเป็นภรรยาผู้ตาย ย่อมทำให้จำเลยได้รับความอับอายมาก ก่อนเกิดเหตุหลายวันผู้ตายไม่กลับบ้านเพราะไปพักกับ ท. จำเลยตามผู้ตายให้กลับบ้าน จำเลยขอร้องว่าจะมีความสัมพันธ์กับ ท. ต่อไปก็ได้ แต่อย่าแต่งงานกับ ท. ผู้ตายปฏิเสธ การกระทำดังกล่าวเป็นการห่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายในทันใดเพียง ๑ นัด เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ น่าคิดคือ ไปตามหาสามีแต่เอาปืนไปด้วย แม้จะยิงเพียง ๑ นัด มีการตระเตรียมการไปก่อนหรือไม่อย่างไร? ว่าหากตกลงไม่ได้จะยิงสามี เหมือนกรณีไปปรับความเข้าใจกับคู่อริแต่เอาปืนไปด้วย จะเป็นการปรับความเข้าใจหรือพร้อมทะเลาะวิวาท ฝากเป็นข้อคิดครับ
๑๐..ยิงผู้ตายที่อยู่ในห้องตามลำพังกับภรรยาสองต่อสอง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน จึงเกิดโมโหหรือมีอารมณ์โกรธ ยิงไปทันทีที่เห็น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ เพราะ ชายที่อยู่ตามลำพังในห้องสองต่อสองกับภรรยาคนอื่น สามีย่อมเข้าใจได้ว่าน่าจะมีพฤติกรรมทางชู้สาว เพราะตามหลักแล้วชายอื่นควรระมัดระวังในการอยู่ตามลำพังกับหญิงสาวในห้องสองต่อสองโดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงที่มีสามีแล้วย่อมไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะอยู่กันตามลำพังในห้องสองต่อสอง
๑๑.ยิงผู้เสียหายขณะกำลังพลอดรักกับสามีจำเลย แม้ผู้เสียหายและสามีจำเลยไม่ทราบจำเลยอยู่บริเวณดังกล่าวก็ตาม เป็นการขมเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรมอยู่ที่พฤติการณ์ของการกระทำ ไม่ได้อยู่ที่ว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหรือบุคคลภายนอกต้องรู้ถึงการข่มเหงด้วยเหตุร้ายแรงด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรมนั้นหรือไม่ จะได้รู้ถึงการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้นหรือไม่อย่างไรไม่สำคัญ การที่หญิงอื่นกำลังพลอดรักกับสามีของตน ย่อมเป็นการข่มเหงภรรยาอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรมแล้ว การกระทำที่กระทำต่อผู้เสียหายโดยทันทีย่อมเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ
๑๒.ยิงผู้ตายที่อยู่ในห้องตามลำพังกับภรรยาสองต่อสอง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน จึงเกิดโมโหหรือมีอารมณ์โกรธ ยิงไปทันทีที่เห็น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ เมื่อยังไม่ได้ร่วมประเวณีก็ยังไม่มีอะไรที่จะต้องป้องกัน
๑๓.พบภรรยาอยู่ตามลำพังในห้องน้ำกับชายอื่นในเวลากลางคืน แม้จะเลิกรากับภรรยาแล้ว แต่จำเลยก็ยังคงติดตามให้ภรรยาไปอยู่ด้วยกันกับตนและบุตร แสดงยังมีความรักย่อมเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่ตนเคยเป็นสามีแล้วเกิดบันดาลโทสะขึ้นมา แม้แทงผู้เสียหายครั้งแรกที่ห้องน้ำ และแทงครั้งต่อไปที่ประตูหน้าบ้าน ก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกันอยู่ยังไม่ขาดตอนจากกัน เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามข้อสังเกต๑๒และข้อ๑๓แม้จะพบอยู่กันตามลำพัง แต่พฤติการณ์ก็ต่างกันโดยตามข้อสังเกตที่ ๑๒ ยังไม่ได้เลิกกัน ส่วนข้อ ๑๓ เลิกจากการเป็นสามีภรรยากันแล้วโดยเหตุน่าที่จะไม่มีเหตุอะไรให้ต้องบันดาลโทสะ แต่ข้อเท็จจริงกับได้ความว่า แม้จะเลิกรากับภรรยาแล้ว แต่จำเลยก็ยังคงติดตามให้ภรรยาไปอยู่ด้วยกันกับตนและบุตร แสดงยังมีความรักย่อมเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่ตนเคยเป็นสามีแล้วเกิดบันดาลโทสะขึ้นมาได้
๑๔.อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา ผู้ตายบอกจำเลยต่อหน้า พ ว่า “มานอนกับ พ.ทุกคืน “ เป็นการเยาะเย้ยถากถางว่าทำชู้กันเรื่อยๆ เป็นการยั่วยุอารมณ์จำเลย สบประสาทจำเลยอย่างร้ายแรงเหลือวิสัยที่จะอดกลั้นได้ เป็นการข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรง แม้จะไม่ใช่สามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม การใช้ปืนยิงผู้ตายทันที เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
๑๕.ผู้เสียหายด่าจำเลยว่า “คนแก่อย่างมึงตัณหากลับ แย่งผัวกูหรือ” เป็นการเข้าใจผิดคิดว่าจำเลยเป็นชู้กับสามีผู้เสียหาย เพราะพบเห็นบุคคลทั้งสองอยู่กันตามลำพัง ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นจริงดังนั้นหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
๑๖..บอกจำเลยให้ไปหาภรรยาใหม่ โดยผู้ตายมีสามีใหม่แล้ว สามีใหม่รวยกว่าจำเลย ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม เพราะคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงการเย้ยหยันเท่านั้นว่าสามารถหาสามีที่รวยกว่าจำเลยได้ ไม่ต้องมาทนลำบากกับจำเลยเหมือนก่อน คำพูดดังกล่าวไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด ไม่มีเหตุที่จะป้องกัน และยังถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม
๑๗.อ้างว่า ภรรยาไปร่วมหลับนอนกับชายอื่น(ผู้เสียหาย) แต่ภรรยาและผู้เสียหายปฏิเสธ เมื่อไม่มีหลักฐานอื่นใดมายืนยันว่าภรรยาไปร่วมหลับนอนกับชายอื่นหรือไม่ จะถือว่าภรรยาร่วมหลับนอนกับชายอื่นหาได้ไม่ เมื่อไม่อาจถือได้ว่าภรรยาไปร่วมหลับนอนกับชายอื่น จึงไม่ถือเป็นการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหายขณะกำลังเข้ามาห้ามไม่ให้จำเลยทำร้ายภรรยา ผิดพยายามฆ่า อ้างบันดาลโทสะไม่ได้
๑๘..จำเลยและผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันท์คนรักกัน ผู้ตายต้องการเลิกเพื่อไปคบคนอื่น ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม เพราะเป็นเพียงคนรักกันเท่านั้นไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นสิทธิ์ของฝ่ายหญิงที่จะเลือกคบกับใครก็ได้
๑๙..ถามผู้ตายว่า “ มึงเล่นชู้กับเมียกูทำไม” ผู้ตายตอบว่า “ มึงไม่มีน้ำยากูเลยเล่น” เป็นการพูดยั่วยุ แต่ไม่ถึงกับเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการพบเห็นว่ากำลังร่วมประเวณีกันอยู่ จึงไม่อาจอ้างบันดาลโทสะได้
๒๐..ภรรยาจำเลยถูกผู้ตายข่มขืนกระทำชำเรา พบผู้ตายตอนเย็นจึงใช้ปืนยิง ไม่ใช่การกระทำขึ้นเฉพาะหน้า หรือมีโทสะในเวลาใกล้ชิดกับที่มีโทสะ อ้างบันดาลโทสะไม่ได้ การทราบเรื่องที่ภรรยาถูกข่มขืนขาดตอนไปแล้ว เพราะเวลาที่ทราบเรื่องกับเวลาที่พบคนที่ข่มขืนเป็นคนละเวลากัน เป็นเวลาที่ห่างกันมาก เป็นเพียงความแค้นมากกว่า ที่จะบันดาลโทสะในขณะนั้น
๒๑.บทสรุปก็คือ
ก. หากไม่ได้เป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฏหมาย
ข. หากไม่ได้พบเห็นขณะร่วมประเวณี
ค.พบเห็นเพียงอยู่ในห้องตามลำพัง
ง.พบเห็นเพียงนอนกอด จูบกัน
เพียงเท่านี้อ้างป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ คงอ้างได้เพียงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น: