ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

“โรคจิต”

๑.จำเลยวิกลจริต ยิงผู้ตายแล้วลงจากเรือน แล้วกลับมายิงผู้เสียหายอีก เป็นหลายกรรมต่างกัน จำเลยยังรู้สึกผิดชอบบ้าง คำพิพากษาฏีกา ๒๐๔๐/๒๕๑๘
๒.จำเลยเป็นโรคเปลี่ยนวัย คือ ประจำเดือนจะหมดมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว หากมีอาการมากจะฆ่าตัวตายหรือทำในสิ่งที่ไม่น่าทำได้ แพทย์ให้ยาไปทานก็ทุเลา สามารถดำเนินธุรกิจและนำเงินไปฝากธนาคารได้ด้วยตนเอง จำเลยด่าว่าผู้เสียหายแล้วใช้ปืนยิง รับสารภาพในชั้นสอบสวน นำชี้ที่เกิดเหตุพร้อมท่าทางในการยิง แสดงมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างบุคคลธรรมดา จะอ้างว่ายิงในขณะไม่รู้สึกผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองนั้นหาได้ไม่ คำพิพากษาฏีกา ๘๓๔/๒๕๕๐
๓.จำเลยเคยถูกนั่งร้านล้มทับศีรษะ เคยเป็นโรคลมชัก คืนเกิดเหตุนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงแว่วว่าจะมีคนทำร้าย จึงลุกมานั่งที่ประตูถือมีดปลายแหลมไว้ป้องกันตัว ได้ยินเสียงคล้ายคนมาดึงประตูจะทำร้าย จึงลุกขึ้นดึงประตูไว้ เรียกภรรยาให้มาช่วย เมื่อแทงผู้เสียหายแล้วไม่หลบหนี ภรรยาพาไปตรวจที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา แสดงว่ากระทำผิดในขณะจิตบกพร่อง แม้ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏจากการสืบพยานโจทก์ ศาลมีอำนาจยก ปอ มาตรา ๖๕ วรรคสอง กำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ คำพิพากษาฏีกา ๒๕๔๓/๒๕๒๘
๔.แม้ไม่ปรากฏมีการส่งตัวจำเลยไปให้จิตแพทย์ตรวจและลงความเห็น แต่พฤติการณ์ของจำเลยทำให้เห็นว่า กระทำในขณะจิตบกพร่อง คือ เมื่อ นาย พ. ผู้เสียหายเดินผ่าน จำเลยก็ใช้มีดฟันโดยไม่ปรากฏสาเหตุ หรือกรณีนาย ช. ก็เช่นกัน ขณะที่กำลังนั่งคุย เมื่อเพื่อนบอกให้ระวังตัวพอหันไปก็เห็นจำเลยเงื้อมีดฟันโดยไม่ปรากฏสาเหตุ เมื่อฟันแล้วก็วิ่งเข้าๆไปในบ้าน นาย ช. ถือมีดควงไปมาสองสามครั้ง แล้ววิ่งออกจากบ้านไปฟันคนอื่นอีก การที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายและรถยนต์ในวันเกิดเหตุ น่ากระทำไปโดยไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้เนื่องจากจิตบกพร่องหรือจิตฟั่นเฟือน แม้จิตบกพร่องจะไม่ได้เกิดตลอดเวลา จำเลยก็ไม่ต้องรับโทษ คำพิพากษาฏีกา ๒๘๘/๒๕๓๐
๕.จำเลยใช้ขวานฟัน ช พี่ชาย และ อ. หลานสาว โดยไม่มีกรณีพิพาทมาก่อน และได้ทุบตู้กระจกและจุดไฟเผาเสื้อผ้าผู้เสียหายบางราย กับจุดไฟเผาบ้านของบรรดาผู้เสียหาย โดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน น่ากระทำไปโดยมีจิตบกพร่อง หรือมีจิตฟั่นเฟือนโดยแท้ เพราะสามัญชนที่มีจิตใจปกติรู้ผิดชอบคงไม่กระทำอย่างนั้นแน่นอน การที่จำเลยไม่ทำร้าย พ ซึ่งเป็นบิดา ทั้งๆที่ พ เข้ากอดปล้ำจำเลย และใช้พลั้วกั้นไม่ให้จำเลยทำร้าย ช ก็ดี การที่จำเลยใช้มือโบกไล่ ห. ไม่ให้เข้าไปช่วยดับไฟที่บ้าน พ หรือการที่จำเลยจุดไฟเผาบ้าน ง แล้วค่อยเข้าไปซ่อนตัวในไร่อ้อย และยอมออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยอมรับสารภาพในการกระทำของตน แสดงจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบและสามารถบังคับตัวเองได้บ้าง กรณีต้องตาม ปอ มาตรา ๖๕ วรรคสอง ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก้ได้ คำพิพากษาฏีกา ๑๐๘๖/๒๕๓๐
๖.จำเลยใช้มีดขู่บังคับขมขืนผู้เสียหาย แม้ในรายงานแพทย์ระบุจำเลยเข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคจิตเภทตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ จำเลยมีอาการวิตกกังวลไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสภาพจำเลยวิกลจริตไม่สามารถต่อสู้คดีได้ รายงานแพทย์ดังกล่าวไม่สามารถฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยมีจิตยกพร่อง โรคจิตจิตฟั่นเฟือนจนไม่สามารถต่อสู้คดีได้ คำพิพากษาฏีกา ๑๘๑๖/๒๕๔๑
๗.ก่อนเกิดเหตุสองสามวันจำเลยดูข่าวคนร้ายทำทีไปซื้อทองแล้วชักอาวุธปืนออกมาปล้นเอาทองหลบหนีไปได้ จึงวางแผนเอาอย่างบ้างโดยยืมรถจักรยานยนต์ของ ก ใช้สก๊อตเทปปิดป้ายทะเบียนเพื่อไม่ให้จำหมายเลขทะเบียนได้ เอามีดห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์พกไว้ที่เอวด้านหลังขับรถหาร้านทองที่ไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนขายเป็นหญิง ทำทีไปซื้อสร้อยคอในร้าน เมื่อได้สร้อยแล้วชักมีดมาขู่คนในร้าน แล้วนำสร้อยไปขาย เงินที่ได้พาพวกไปเลี้ยงและเล่นการพนัน จำเลยกระทำผิดโดยมีแผนการเนื่องมาจากความโลภ เอาเงินที่ได้จากการขายทรัพย์ไปเที่ยวเตร่หาความสำราญเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดทั่วไป แม้จำเลยสมองฝ่อเพราะถูกรถเฉี่ยวที่ศีรษะ ศีรษะกระแทกพื้น ทำให้เชาวน์ปัญญาลดลง หงุดหงิดโมโหง่าย ขาดการยับยั้งชั่งใจเช่นคนทั่วไปอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดฟังว่ากระทำผิดขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะจิตบกพร่อง คำพิพากษาฏีกา ๗๑๕๑/๒๕๔๑
๘.จำเลยเช่าเหมาเรือผู้ตายไปส่งที่เกาะ เมื่อเรือผู้ตายเกยตื้น พ เข้ามาสอบถามจำเลยว่าผู้ตายไปไหน จำเลยบอกเดี๋ยวมา โดยจำเลยมีอาการกระวนกระวายเดินไปมาอยู่บนเรือ เมื่อผู้ใหญ่บ้านถามจำเลย จำเลยบอกเดี๋ยวมา และพูดว่า “ ผมไม่ได้ตั้งใจทำ ผมไม่ทราบว่าอะไรทำ” จำเลยมีอาการเคลียดกระวนกระวายและร้องให้ พ.ต.ต. ส สอบถามจำเลย จำเลยให้การวกวนเหมือนคนมีอาการทางประสาทจึงส่งตัวไปโรงพยาบาล จากการทดสอบปรากฏว่าจำเลยมีเชาวน์ปัญญาอยู่ในระดับปัญญาทึบ จำเลยป่วยเป็นโรคจิตเภทประเภทหวาดระแวง หวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย เชื่อได้ว่ามีจิตฟั่นเฟือนจึงไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบแม้จำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้และไม่ได้ยกขึ้นในศาลอุทธรณ์ฏีกา ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำพิพากษาฏีกา ๖๙๕๖/๒๕๕๓
ข้อสังเกต๑.กระทำความผิดในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต จิตฟั่นเฟือน ไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่หากยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตัวเองได้ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปอ มาตรา ๖๕
๒.บุคคลที่สามารถให้ความเห็นในเชิงกฏหมายว่าบุคคลใดเป็นโรคจิต หรือมีจิตบกพร่องนั้นคือ จิตแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษา ซึ่งโรคจิตอาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย เสียความสามารถในการรับรู้ การจดจำ การตัดสินใจสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก หรือเกิดจากสมองเสื่อมในวัยชรา หรือเสื่อมก่อนวัยชรา หรือเกิดจากพิษสุราเรื้อรัง หรือเป็นพวกจิตเวชมีความคิดบิดเบือนไปจากปกติหลงผิด แยกตัวเอง เฟ้อฝัน ถอยหลังไปเป็นเด็ก มีความรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจากอำนาจลึกลับ หรือถูกอำนาจเหนือธรรมชาติบังคับ ได้ยินเสียงจนทำให้เกิดภาพหลอน หลงผิดเชื่อถือในเหตุการณ์และสิ่งต่างๆว่าเป็นความพิเศษสำหรับตน มีอาการซึมเศร้าหวาดระแวง บางคนเป็นๆหายๆมีอาการซึมเศร้า หลงผิดงุนงง หรือเป็นโรคจิตจากประสบการณ์ร้ายๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทางแพทย์บางครั้งเรียกพวกป่วยเหล่านี้ว่า “ พวกซึมเศร้า” แทนที่จะเรียกว่า “ ผู้ป่วยทางจิต” บางคนต้องกินยาตลอดชีวิตเพื่อลดความเคลียด หากยาหมดหรือลืมกินยาหรือไม่กินยาต่อเนื่องอาการก็จะกำเริบขึ้นมา คนประเภทนี้หากมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองก็จะก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลข้างเคียงได้ บางคนเป็นแล้วพอรู้สึกตัวเองได้ต้องไปรับยามาทาน การที่ยังสามารถไปรับยามาทานได้แสดงว่ายังสามารถรู้สึกตัวได้บ้าง เคยมีลูกน้องเป็นโรคซึมเศร้าชอบพกปืนเหน็บหลังมาทำงาน คนที่ทำงานก็กลัวว่าหากยาหมดลืมกินยาอาจใช้อาวุธปืนทำร้ายคนอื่นได้ ว่ากล่าวตักเตือนก็โกรธ การที่ยังโกรธได้แสดงว่ายังพอรู้สึกตัวได้บ้างไม่ถึงกับวิกลจริต ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเวลามารับยามารับยาในกรุงเทพ ไม่ได้รับยาที่ต่างจังหวัดที่ตนอาศัยอยู่แสดงยังพอรู้สึกตัวบ้าง เพราะยังสามารถรู้ผิดชอบรู้ว่าหากมารับยาในจังหวัดที่ตัวเองทำงานคนรู้ว่ามีสภาพทางจิตบกพร่อง อาจมีผลต่อการรับราชการ จึงมารับยาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพ บุคคลประเภทนี้น่าระวังเพราะคุ้มดีคุ้มร้าย ยาหมดเมื่อไหร่ลืมกินยาเมื่อไหร่ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น ยุ่งกับคนประเภทนี้เสียเปรียบเพราะมี ปอ มาตรา ๖๕ ให้การรับรองคุ้มครองไว้ อยู่ห่างจากคนประเภทนี้เป็นดีที่สุด เมื่อคนรอบห่างอยู่ห่าง คนประเภทนี้ก็จะยิ่งโดดเดียวคิดว่าถูกทอดทิ้ง อาการทางจิตก็จะกำเริบ อยู่ใกล้บุคคลนี้อันตราย ดูตามคำพิพากษาฏีกาในข้อ ๔ แค่เดินผ่านก็ถูกทำร้าย จึงเป็นไปตามที่โบราณกล่าวไว้ว่า “ อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา “ อยู่ไกลพวกนี้ปลอดภัยที่สุด
๓..ในระหว่างการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง พิจารณา เมื่อมีเหตุสมควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาหรือ จำเลยวิกลจริต ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้พนักงานสอบสวนหรือศาล สั่งให้แพทย์ตรวจผู้นั้น แล้วให้เรียกแพทย์มาให้ถ้อยคำว่าผลการตรวจเป็นอย่างไร หากพนักงานสอบสวนหรือศาลเห็นว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยวิกลจริต ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ให้งดการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา จนกว่าจะหายจากวิกลจริตหรือสามารถต่อสู้คดีได้ ซึ่งศาลอาจสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวได้ และมีอำนาจสั่งตัวไปยังโรงพยาบาลโรคจิต หรือมอบตัวแก่ผู้อนุบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้อื่นที่เต็มใจรับไปดูแลรักษาตามที่เห็นสมควรได้ตาม ปวอ มาตรา ๑๔ เห็นได้ว่าตาม ปวอ มาตรา ๑๔ ให้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนหรือศาล แต่ไม่ได้พูดถึงพนักงานอัยการ หากความมาปรากฏในชั้นตรวจสำนวนของพนักงานอัยการ พนักงานอัยการต้องสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตาม ปวอ มาตรา ๑๔ ต่อไป หรือเมื่อปรากฏในชั้นพิจารณาคดีในศาล พนักงานอัยการสามารถที่จะร้องขอต่อศาลให้ดำเนินการตามปวอ มาตรา ๑๔ ได้
๔.จำเลยวิกลจริต ยิงผู้ตายแล้วลงจากเรือน แล้วกลับมายิงผู้เสียหายอีก แสดงให้เห็นว่า จำเลยยังรู้สึกผิดชอบบ้าง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต้องลงทุกกรรมที่เป็นความผิด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาและพยายามฆ่า เมื่อจำเลยยังสามารถรู้สึกตัวบ้าง ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
๕. การที่จำเลยด่าว่าผู้เสียหายแล้วใช้ปืนยิง รับสารภาพในชั้นสอบสวน นำชี้ที่เกิดเหตุพร้อมท่าทางในการยิง แสดงมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างบุคคลธรรมดา จะอ้างว่า จำเลยวิกลจริตเป็นโรคเปลี่ยนวัย คือ ประจำเดือนจะหมดมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว หากมีอาการมากจะฆ่าตัวตายหรือทำในสิ่งที่ไม่น่าทำได้ จะมาอ้างว่าตนวิกลจริตหาได้ไม่ เพราะเมื่อแพทย์ให้ยาไปทานก็ทุเลา สามารถดำเนินธุรกิจและนำเงินไปฝากธนาคารได้ด้วยตนเอง จึงไม่สามารถอ้างว่ายิงในขณะไม่รู้สึกผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองนั้นหาได้ไม่
๖.การที่จำเลย ได้ยินเสียงแว่วว่าจะมีคนทำร้าย จึงลุกมานั่งที่ประตูถือมีดปลายแหลมไว้ป้องกันตัว ได้ยินเสียงคล้ายคนมาดึงประตูจะทำร้าย จึงลุกขึ้นดึงประตูไว้ เรียกภรรยาให้มาช่วย แสดงอาการคนเป็นโรคจิต เมื่อแทงผู้เสียหายแล้วไม่หลบหนี ผิดปกติวิสัยคนทั่วไปที่เมื่อกระทำความผิดกฎหมายแล้วจะหลบหนีเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมและนำตัวมาลงโทษ อีกทั้ง ภรรยาพาไปตรวจที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ทั้งก่อนเกิดเหตุ จำเลยเคยถูกนั่งร้านล้มทับศีรษะ เคยเป็นโรคลมชัก พฤติการณ์น่าเชื่อว่ากระทำผิดในขณะจิตบกพร่อง ไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ แม้ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏจากการสืบพยานโจทก์ ศาลมีอำนาจยก ปอ มาตรา ๖๕ วรรคสอง กำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ เพราะจำเลยมีสิทธิ์ที่จะสู้คดีได้เต็มที่ แม้ไม่ให้การก็ต้องถือว่าปฏิเสธ อีกทั้งปอ มาตรา ๖๕ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชนที่ศาลสามารถยกขึ้นมาพิจารณาได้เพราะผลตาม ปอ มาตรา ๖๕ทำให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ (ปอ มาตรา ๖๕วรรคแรก) หรือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้(ปอ มาตรา ๖๕วรรคสอง) หรือแม้แต่ใน ปวอ มาตรา ๑๘๕ เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ต้องรับโทษ ศาลมีอำนาจยกเหตุเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณาพิพากษาได้ ศาลจึงสามารถยกเหตุตามปอ มาตรา ๖๕ วรรคสองขึ้นมาได้ แม้จำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้หรือไม่ได้นำสืบพยานในเรื่องนี้ก็ตาม นั้นก็คือศาลไม่สามารถยกข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยมารับฟังได้หากโจทก์ไม่นำพยานมาสืบ แต่ศาลสามารถรับฟังข้อเท็จจริงจากฝ่ายโจทก์ที่เป็นประโยชน์ต่อตัวจำเลยมารับฟังเพื่อเป็นคุณแก่จำเลยได้ แม้จำเลยจะให้การไว้หรือไม่ได้สืบพยานหรือถามค้านในประเด็นนี้ไว้ก็ตาม แม้จำเลยไม่ได้ให้การไว้ ไม่ได้ถามค้านพยานดจทก์ในประเด็นเรื่องดังกล่าว ไม่ได้อุธรณ์ฏีกาในประเด็นดังกล่าว จะถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นตาม ปวอ มาตรา ๑๙๕ วรรคแรกไม่ได้ ต้องถือว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีงามของประชาชนตาม ปวอ มาตรา ๑๙๕วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ ศาลฏีกาสามารถยกปัญหาดังกล่าวขึ้นพิจารณาได้ตาม ปวอ มาตรา ๑๙๕วรรคสอง,๒๒๕
๗.การที่ จำเลยก็ใช้มีดฟันนาย พ ผู้เสียหายขณะเดินผ่านโดยไม่ปรากฏสาเหตุ หรือใช้มีดฟันนาย ช. ขณะที่กำลังนั่งคุยกับเพื่อนโดยไม่ปรากฏสาเหตุ เมื่อฟันแล้วก็วิ่งเข้าๆไปในบ้าน นาย ช. ถือมีดควงไปมาสองสามครั้ง แล้ววิ่งออกจากบ้านไปฟันคนอื่นอีก โดยปกติแล้วคนเราจะไม่ทำร้ายร่างกายคนอื่นที่เราไม่มีสาเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะวิวาทกันมาก่อน การที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายและรถยนต์ในวันเกิดเหตุโดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะวิวาทกันมาก่อน แล้วยังตรงเข้าทำร้ายบุคคลอีกหลายคนโดยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะวิวาทกันก่อน น่าเชื่อว่ากระทำไปโดยไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้เนื่องจากจิตบกพร่องหรือจิตฟั่นเฟือน แม้ไม่ปรากฏมีการส่งตัวจำเลยไปให้จิตแพทย์ตรวจและลงความเห็น แต่พฤติการณ์ของจำเลยทำให้เห็นว่า กระทำในขณะจิตบกพร่อง แม้จิตบกพร่องจะไม่ได้เกิดตลอดเวลา จำเลยก็ไม่ต้องรับโทษโดยผลของกฎหมาย
๘. แต่หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปคือ จำเลยกับผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน พอผู้เสียหายเดินผ่านก็ตรงเข้าทำร้ายผู้เสียหายทันทีและเคยศึกษาข้อกฏหมายและคำพิพากษาฏีกานี้มาก่อนมา เมื่อทำร้ายผู้เสียหายแล้วก็ตรงเข้าไปทำร้ายคนอื่นอีก ๒ ถึง ๓ คน โดยไม่ปรากฏสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเพื่อหวังผลให้เป็นไปตามคำพิพากษากีกานี้ จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจสำนวนและในการทำสำนวน เพื่อไม่ให้ถูกจำเลยหลอก
๙. คนที่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะวิวาทกันมาก่อน ย่อมไม่มีเหตุที่จะทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน การที่จำเลยใช้ขวานฟันทำร้ายบุคคลโดยไม่มีกรณีพิพาทมาก่อน และได้ทุบตู้กระจกและจุดไฟเผาเสื้อผ้าผู้เสียหายบางราย กับจุดไฟเผาบ้านของบรรดาผู้เสียหาย โดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน น่าเชื่อว่ากระทำไปโดยมีจิตบกพร่อง หรือมีจิตฟั่นเฟือนโดยแท้ เพราะสามัญชนที่มีจิตใจปกติรู้ผิดชอบคงไม่กระทำอย่างนั้นแน่นอน ส่วนการที่จำเลยไม่ทำร้าย พ ซึ่งเป็นบิดา ทั้งๆที่ พ เข้ากอดปล้ำจำเลยและ ใช้พลั้วกั้นไม่ให้จำเลยทำร้ายบุคคลอื่น ก็ดี เมื่อนาย พ อยู่ใกล้จำเลยพอที่จำเลยจะทำร้ายได้แต่จำเลยไม่ทำร้าย แสดงว่าจำเลยรู้ว่าบุคคลดังกล่าวคือใครจึงไม่ทำร้าย รวมทั้งการที่จำเลยใช้มือโบกไล่ ห. ไม่ให้เข้าไปช่วยดับไฟที่บ้าน พ หรือการที่จำเลยจุดไฟเผาบ้าน ง แล้วค่อยเข้าไปซ่อนตัวในไร่อ้อย และยอมออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยอมรับสารภาพในการกระทำของตน แสดงจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบและสามารถบังคับตัวเองได้บ้าง กรณีต้องตาม ปอ มาตรา ๖๕ วรรคสอง ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
๑๐.ในรายงานแพทย์ระบุจำเลยเข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคจิตเภทตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ จำเลยมีอาการวิตกกังวลไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสภาพจำเลยวิกลจริตไม่สามารถต่อสู้คดีได้ รายงานแพทย์ดังกล่าวไม่สามารถฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยมีจิตบกพร่อง โรคจิตจิตฟั่นเฟือนจนไม่สามารถต่อสู้คดี เพราะตามพฤติการณ์ที่จำเลยใช้มีดจี้เพื่อข่มขืนผู้เสียหาย ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยมีจิตบกพร่อง โรคจิตจิตฟั่นเฟือนจนไม่สามารถต่อสู้คดี การเป็นโรคจิต จิตบกพร่องจิตฟั่นเฟื่อนน่าเป็นกรณีที่กระทำผิดด้วยการทำร้ายบุคคลหรือทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่น มากกว่าที่จะเป็นโรคทางจิตแล้วไปข่มขืนหรือไปกรรโชกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์หรือไปจี้ หรือปล้นธนาคาร พฤติกรรมในการกระทำผิดทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยมีจิตบกพร่อง โรคจิตจิตฟั่นเฟือนจนไม่สามารถต่อสู้คดี ได้
๑๑. การใช้สก๊อตเทปปิดป้ายทะเบียนเพื่อไม่ให้จำหมายเลขทะเบียนได้ เอามีดห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์พกไว้ที่เอวด้านหลังขับรถหาร้านทองที่ไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนขายเป็นหญิง ทำทีไปซื้อสร้อยคอในร้าน เมื่อได้สร้อยแล้วชักมีดมาขู่คนในร้าน แล้วนำสร้อยไปขาย เงินที่ได้พาพวกไปเลี้ยงและเล่นการพนัน เอาเงินที่ได้จากการขายทรัพย์ไปเที่ยวเตร่หาความสำราญเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดทั่วไป แม้จำเลยสมองฝ่อเพราะถูกรถเฉี่ยวที่ศีรษะ ศีรษะกระแทกพื้น ทำให้เชาวน์ปัญญาลดลง หงุดหงิดโมโหง่าย ขาดการยับยั้งชั่งใจเช่นคนทั่วไปอยู่บ้าง แต่พฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ(ที่ใช้สก๊อตเทปปิดป้ายทะเบียนเพื่อไม่ให้จำหมายเลขทะเบียนได้เอามีดห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์พกไว้ที่เอวด้านหลังขับรถหาร้านทองที่ไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนขายเป็นหญิง ) ขณะเกิดเหตุ(ที่ทำทีไปซื้อสร้อยคอในร้าน เมื่อได้สร้อยแล้วชักมีดมาขู่คนในร้าน) และหลังเกิดเหตุ(ที่นำสร้อยไปขาย เงินที่ได้พาพวกไปเลี้ยงและเล่นการพนัน เอาเงินที่ได้จากการขายทรัพย์ไปเที่ยวเตร่หาความสำราญเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดทั่วไป) พฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ไม่ถึงขนาดฟังว่ากระทำผิดขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะจิตบกพร่อง
๑๒.. การที่จำเลยตอบคำถามคนที่ถามจำเลยว่าผู้ตายไปไหน จำเลยบอกเดี๋ยวมา โดยจำเลยมีอาการกระวนกระวายเดินไปมาอยู่บนเรือ เมื่อผู้ใหญ่บ้านถามจำเลย จำเลยบอกเดี๋ยวมา และพูดว่า “ ผมไม่ได้ตั้งใจทำ ผมไม่ทราบว่าอะไรทำ” โดยจำเลยมีอาการเคลียดกระวนกระวายและร้องให้ ให้การวกวนเหมือนคนมีอาการทางประสาทจึงส่งตัวไปโรงพยาบาล จากการทดสอบปรากฏว่าจำเลยมีเชาวน์ปัญญาอยู่ในระดับปัญญาทึบและป่วยเป็นโรคจิตเภทประเภทหวาดระแวง หวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย ศาลฟังว่ามีจิตฟั่นเฟือนจึงไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น ปัญหาเรื่องที่จำเลยวิกลจริต มีจิตฟั่นเฟือนไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามรถต่อสู้คดีได้ นั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบแม้จำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้และไม่ได้ยกขึ้นในศาลอุทธรณ์ฏีกา ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ปวอ มาตรา ๑๙๕ซึ่งปวอ มาตรา,๒๒๕ ให้นำความใน ปวอ มาตรา ๑๙๕ ในชั้นอุทธรณ์มาใช้ในชั้นฏีกาโดยอนุโลม
๑๓.ตามคำพิพากษาฏีกาหลายฏีกา ศาลมองว่า การเข้าทำร้ายตัวบุคคลโดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่มีการทะเลาะวิวาทกันก่อนเกิดเหตุ ประกอบพฤติการณ์อื่น ทำให้ศาลเชื่อว่า เป็นคนวิกลจริต จิตบกพร่อง โรคจิต จิตฟั่นเฟือน กระทำผิดในขณะไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่สามารถบังคับตนเองได้

ไม่มีความคิดเห็น: