ค้นหาบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ปืนหาย

๑.คำพิพากษาฏีกา๑๖๐๗๒/๒๕๓๑
๒.ทุนทรัพย์ในชั้นฏีกาไม่เกิน๒๐๐,๐๐๐บาท ต้องห้ามฏีกาในข้อเท็จจริง คดีนี้โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์รู้ตัวผู้ที่พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อใดจึงเป็นฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามไม่ให้ฏีกา ศาลฏีกาไม่รับวินิจฉัยให้
๒.หลังเกิดเหตุ โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งและคณะกรรมการดังกล่าวรายงานผลการสอบสวนเสนอโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่สิบสามคนต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายโดยเจ้าหน้าที่โจทก์ลงรับบันทึกดังกล่าวในวันเดียวกันก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบันทึกที่เสนอมาในวันนั้นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เพราะมิใช่ว่าคณะกรรมการสืบหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งเสนอมาอย่างไรแล้วโจทก์ต้องถือตามนั้น โจทก์ต้องพิจารณาเสียก่อนว่าจะให้ความเห็นชอบตามที่เสนอมาหรือไม่ โดยเมื่อเจ้าหน้าที่รับบันทึกดังกล่าวแล้ว กองพระธรรมนูญซึ่งสังกัดกรมสารบรรณทหาร.......ต้องเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้นเสียก่อน แล้วเสนอให้กรมสารบรรณทหาร......พิจารณาให้ความเห็นชอบในผลการสอบสวนดังกล่าวแล้วสรุปเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงตามลำดับจนถึงเสนาธิการทหาร......เป็นคนสุดท้ายแล้วเสนาธิการทหาร....เสนอผู้บัญชาการทหาร......ลงนามให้ความเห็นชอบ ต่อมาผู้บัญชาการทหาร......ลงนามให้ความเห็นชอบจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เพิ่งรู้ถึงตัวผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันนี้เป็นต้นไปตาม ปพพ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก เมื่อโจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน ๑ ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ
๓.ที่จำเลยฏีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยมา เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฏีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน
๔.ที่อ้างว่าฟ้องเคลือบคลุมเพราะฟ้องไม่ได้กล่าวอ้างว่าวันที่อาวุธปืนพกหายไปเป็นวันใด ตรงกับที่จำเลยคนใดอยู่เวร ปืนพกมีหมายเลขทะเบียนอะไร ราคาเท่าใด ทำให้จำเลยหลงต่อสู้นั้นเห็นว่า ฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนของคณะกรรมการสืบหาตัวผู้รับผิดทางแพ่ง ซึ่งแต่ละช่วงเวลาที่อ้างว่าอาวุธปืนพกหายล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยแต่ละคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละช่วงเวลา ตลอดทั้งราคาปืนพกที่สูญหายไปด้วย เป็นการบรรยายฟ้องตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจฟ้องได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่แสดงดดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นตาม ปวพ มาตรา ๑๗๒วรรคสองแล้ว จำเลยก็ให้การปฏิเสธมาตลอด แสดงว่าเข้าใจและต่อสู้คดีได้ แม้ฟ้องไม่ได้ระบุปืนหายวันใด ตรงกับที่จำเลยคนใดอยู่เวรและตรวจเวร ปืนพกมีหมายเลขปืนอะไร ก็เป็นลายละเอียดที่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา
๕.อาคารปืนและอาคารคลังสนามอยู่ในกำแพงชั้นในของกรม.....โดย.คลังชั้นในกั้นห้องด้วยตาข่ายเหล็ก มีประตูใส่กุญแจไว้เป็นที่เก็บปืนพกของโจทก์ คลังชั้นนอกมีสองประตู ชั้นแรกเป็นประตูไม้ใส่กุญแจ ชั้นสองเป็นประตูเหล็กใส่กุญแจ คลังชั้นนอกเป็นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ มีจำเลยที่ ๔ มีหน้าที่เป็นนายคลังปืนทำหน้าที่เก็บรักษาและรับจ่ายอาวุธปืนและเป็นผู้ถือกุญแจคลังชั้นในและชั้นนอก เมื่อเลิกงานต้องนำกุญแจไปให้นายทหารเวร วันรุ่งขึ้นต้องไปเอากุญแจมาเปิด จำเลยที่ ๕ เป็นผู้ช่วยนายคลังปืน แม้จะอ้างว่าเมื่อวันที่ ๒๒ เม.ย.๒๕๒๖ ได้ขออนุญาตปิดคลังปืนเกินเวลา แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาต และขณะมีการขนย้ายของคือลวดหนาม กระสอบทรายขึ้นรถบรรทุกเอกชนที่มารอรับ ไม่ปรากฏว่าได้มีผู้มีอำนาจมาสั่งให้ปิดคลังปืนเกินเวลาได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๔ ไม่มาทำงาน จำเลยที่ ๕ ต้องทำงานแทน ทั้งไม่ได้มีการนำกุญแจมามอบให้นายคลังลูกปืนเพื่อนำไปฝากนายทหารเวรอีกที โดยมีคนบอกว่าคลังปืนยังทำงานไม่เสร็จ จึงบอกให้นำกุญแจไปมอบให้นายทหารเวรก่อนแล้วจะนำกุญแจไปมอบให้ทหารเวรเอง หลังเลิกงานจำเลยที่ ๕ ไม่ได้ปิดคลังปืนและไม่ได้นำกุญแจไปมอบให้ทหารเวร เมื่อวันดังกล่าวจำเลยที่ ๔ ไม่มาทำงานโดยไม่ได้ลา เมื่อมีการจ่ายของออกจากคลังปืนนอกเวลาทำการจำเลยที่ ๔ ต้องรับผิดชอบ เมื่อจำเลยที่ ๔ ไม่ได้เข้าไปสอบถามอาจเป็นช่องทางให้นำอาวุธปืนออกไป ข้ออ้างจำเลยที่ ๔ว่าป่วยจึงไม่ไปทำงาน แต่ตอนเย็นมาดูรายชื่อผู้เข้าเวรและนำเอกสารไปเก็บในคลังชั้นในใส่กุญแจทั้งคลังชั้นในและชั้นนอก แสดงว่าในวันดังกล่าวอาวุธยังอยู่ครบถ้วน เพราะเมื่อจำเลยที่ ๔ ตรวจดูแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่การที่จำเลยที่ ๔ มอบกุญแจให้เจ้าหน้าที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้กลับไปทำงานในช่วงบ่าย โดยไม่สนใจว่าจะมีการนำกุญแจไปมอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หรือมีการนำกุญแจไปใช้ในทางมิชอบหรือไม่ เมื่อเลิกงานแล้วจะมีใครมาปิดคลังหรือไม่ ถือเป็นความประมาทเลินเล่อและเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งภายหลังพบปืนหายไปได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบว่าคลังภายนอกไม่มีร่องรอยการถูกงัด แต่คลังภายในสายยูที่คล้องกุญแจขาด ทำให้เชื่อว่าคนร้ายอาศัยโอกาสที่จำเลยที่ ๕ ไม่ได้ปิดคลังปืนเข้าไปในคลังชั้นนอกที่เปิดไว้และอาศัยกุญแจที่มอบให้เจ้าหน้าที่สรรพาวุธไขประตูคลังชั้นนอกเข้าไปตัดสายยูที่คล้องกุญแจคลังชั้นใน อาวุธปืนที่ถูกลักไปมีจำนวนมาก สถานที่เกิดเหตุมียามรักษาการณ์ เป็นการยากที่คนร้ายจะพกอาวุธปืนออกมาด้วยตนเองทั้งหมด ช่วงดังกล่าวมีรถบรรทุกมาจอดโดยไม่มีรถอื่นใด ความเสียหายที่เกิดเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๔ ที่ ๕
๖.เมื่อฟังว่าปืนหายในวันที่ ๒๒ เม.ย.๒๕๒๖ ส่วนจำเลยอื่นที่มีหน้าที่ตรวจเวรในวันที่ ๒๓,๒๔ เม.ย.๒๕๒๖ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย
๗.ต่อมาวันที่ ๑๖ ก.ค.๒๕๒๖ เจ้าหน้าที่กรม.........มาขอเบิกปืน แต่ไม่มีอาวุธปืนให้เบิกคงมีแต่กล่องอาวุธปืนเปล่า จากการตรวจสอบครั้งสุดท้ายพบว่าเมื่อวันที่ ๑๓ ก.ค.๒๕๒๖ยังอยู่ครบมาทราบปืนหายเมื่อวันที่ ๑๘ ก.ค.๒๕๒๖ แสดงอาวุธปืนหายไปช่วงเวลา ๑๓ กค. ถึง ๑๘ กค ๒๕๒๖ แม้โจทก์นำสืบไม่ได้ว่ามีการลักปืนไปในวันเดียวกันหรือทยอยลักปืนไป แต่ก็ได้ความว่าปืนพก ๘๖ กระบอกเก็บไว้ในคลังเช่นเดียวกับปืนพกที่ถูกลักไปเมื่อวันที่ ๒๒ เม.ย.๒๕๒๖โดยปืนวางไว้ในตู้และบนหลังตู้ไม่เป็นระเบียบ อยู่ในสภาพที่หยิบได้ง่าย ทั้งจำเลยที่ ๔ ก็ทราบดีว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ ๒๒ เม.ย.๒๕๒๖ ปืนพกก็หายไป ๕๒ กระบอก จนมีคำสั่งให้กวดขันในเรื่องนี้ โดยให้ตรวจในชั้นในของกรมสรรพาวุธด้วยซึ่งเดิมไม้เคยตรวจมาก่อน การที่จำเลยที่๔ ไม่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่ใส่ใจปล่อยให้คลังปืนอยู่ในสภาพทรุดโทรมจนปูนที่ฉาบหลุดออกเห็นก้อนอิฐเป็นวงกว้าง ตาข่ายเหล็กที่ใช้ก็มีลักษณะบอบบางเหล็กมีขนาดเล็กเกินไป จำเลยที่ ๔ ไม่ได้แก้ไขปรับปรุงอาคารให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรงไม่เอาใจใส่ในการเก็บอาวุธปืนเป็นเหตุให้คนมาตัดลวดตาข่ายชั้นนอกชั้นใน ความเสียหายจึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๔ในฐานะนายคลังปืน
๘.จำเลยที่ ๘,๑๐,๑๒ถึง๑๕๑๗,๑๘,๒๐ถึง๓๕,๓๘,๓๙,๔๑ถึง๔๓ มีหน้าที่ตรวจเฉพาะกำแพงชั้นนอกไม่มีหน้าที่ตรวจกำแพงชั้นใน และขณะที่ตรวจก็ไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติขณะที่เข้าเวรยาม จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๔
๙.ค่าเสียหายปืนที่หายไปจำเลยที่ ๔ สู้ว่าสูงเกินไปเพราะปืนบางรายไม่ได้ซื้อมาแต่ยึดมาจากผู้ลี้ภัย ส่วนจำเลยที่ ๕ ให้การว่า ไม่รู้โจทก์คิดราคาปืนอย่างไร เพราะปืนชนิดเดียวกันขนาดเดียวกันราคาแตกต่างกัน เมื่อจำเลยที่ ๔ที่ ๕ ไม่นำสืบก็ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แม้เป็นปืนชนิดเดียวกันขนาดเดียวกันแต่ซื้อมาคนละคราวราคาก็อาจแตกต่างไปได้ จึงรับฟังได้ว่าราคาอาวุธปืนเป็นไปตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ ต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด โดยถือผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดแล้ว
๑๐.หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดถือผิดนัดนับแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ทำละเมิดซึ่งในฟ้องขอให้นับแต่วันที่ ๒๕ เม.ย.๒๕๒๖และ ๑๘ ก.ค.๒๕๒๖ มิใช่เป็นไปตามข้อต่อสู้จำเลยที่ว่าห้ามเรียกดอกเบี้ยเกิน ๕ ปี โดยโจทก์สามารถคิดดอกเบี้ยค้างส่งย้อนหลังนับแต่วันฟ้องไปได้เพียง ๕ ปี ส่วนที่เกินถือขาดอายุความตามปพพ มาตรา ๑๙๓/๓๓(๑)แต่อย่างใดไม่ เพราะเมื่อเป็นหนี้ละเมิดถือผิดนับนับแต่วันทำละเมิดจึงมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันผิดนัดหรือนับแต่วันทำละเมิด
ข้อสังเกต ๑. ปัญหาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลว่าโจทก์รู้ตัวผู้ที่พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐บาท ต้องห้ามไม่ให้ฏีกา ศาลฏีกาไม่รับวินิจฉัยให้
๒.สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดต้องฟ้องภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น ๑๐ ปีนับแต่วันทำละเมิด ปพพ มาตรา ๔๔๘ แต่ถ้าเรียกค่าเสียหายในมูลความผิดที่มีโทษตามกฎหมายอาญา และกำหนดอายุความตามกฎหมายอาญายาวกว่า ให้เอาอายุความที่ยาววกว่านั้นมาใช้บังคับ
๓.ในกรณีที่เป็นหน่วยราชการผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดคือผู้มีอำนาจสูงสุดในหน่วยงานนั้นๆ เช่น อธิบดี หรือผู้บัญชาการทหาร ต้องเป็นผู้รู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ลำพังเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาทราบหรือคณะกรรมการหาตัวผู้ต้องรับผิดทางแพ่งทราบเรื่องยังถือว่าหน่วยราชการนั้นทราบไม่ได้ หรือแม้แต่หน้าห้องของผู้บังคับบัญชาสูงสุดในหน่วยงานนั้นทราบจะถือว่าผู้มีอำนาจสูงสุดในหน่วยงานนั้นทราบไม่ได้ ในคดีนี้เป็นกรณีปืนของทางราชการทหารหายไป แม้กองพระธรรมนูญซึ่งสังกัดกรมสารบรรณทหาร.......ทราบเรื่องแต่กองพระธรรมนูญเป็นเพียงผู้พิจารณาในเบื้องต้นเสียก่อน แล้วเสนอให้กรมสารบรรณทหาร......พิจารณาให้ความเห็นชอบในผลการสอบสวนดังกล่าวแล้วสรุปเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงตามลำดับจนถึงเสนาธิการทหาร......เป็นคนสุดท้ายแล้วเสนาธิการทหาร....เสนอผู้บัญชาการทหาร......ลงนามให้ความเห็นชอบ ต่อมาผู้บัญชาการทหาร......ลงนามให้ความเห็นชอบจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เพิ่งรู้ถึงตัวผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันนี้เป็นต้นไปตาม ปพพ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก เมื่อโจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน ๑ ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ
๔.ต่อสู้ว่าฟ้องเคลือบคลุมเพราะฟ้องไม่ได้กล่าวอ้างว่าวันที่อาวุธปืนพกหายไปเป็นวันใด ตรงกับที่จำเลยคนใดอยู่เวร ปืนพกมีหมายเลขทะเบียนอะไร ราคาเท่าใด ทำให้จำเลยหลงต่อสู้นั้นเห็นว่า ฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนของคณะกรรมการสืบหาตัวผู้รับผิดทางแพ่ง ซึ่งแต่ละช่วงเวลาที่อ้างว่าอาวุธปืนพกหายล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยแต่ละคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละช่วงเวลา เป็นการบรรยายฟ้องตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจฟ้องได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นตาม ปวพ มาตรา ๑๗๒วรรคสองแล้ว ทั้งจำเลยก็ให้การปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในฟ้องก็ระบุช่วงเวลาว่านับแต่วันที่เท่านี้ถึงวันที่เท่านี้ซึ่งตรวจพบว่าปืนหาย ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าปืนหายในช่วงเวลาดังกล่าวนับแต่ตรวจปืนครั้งสุดท้ายถึงวันที่พบว่าปืนหาย ไม่ทราบแน่นอนว่าหายวันใดแต่หายในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยสามารถเข้าใจสภาพแห่งข้อหาได้ดี ประเด็นในคดีคือ จำเลยต้องรับผิดในการที่ปืนหายหรือไม่อย่างไร หากรับผิดต้องรับผิดเท่าใด ส่วนปืนที่หายจะมีหมายเลขอะไรเป็นลายละเอียดปลีกย่อยที่สามารถนำสืบได้ ทั้งปืนที่หายก็อยู่ในหน้าที่ดูแลรักษาของจำเลย จำเลยย่อมเข้าใจได้ดีว่าปืนที่หายเป็นปืนแบบไหนอย่างไร การที่จำเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าได้ทำตามระเบียบแบบแผนทางราชการ แสดงว่าเข้าใจและต่อสู้คดีได้ แม้ฟ้องไม่ได้ระบุปืนหายวันใด ตรงกับที่จำเลยคนใดอยู่เวรและตรวจเวร ปืนพกมีหมายเลขปืนอะไร ก็เป็นลายละเอียดที่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา
๕.ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมที่จำเลยให้การตัดฟ้องมานั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยมาจึง เป็นกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบในเรื่องการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มุ่งหมายจะยังการให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการพิจารณาพิพากษาซึ่งศาลมีหน้าที่ต้องพิพากษาให้เต็มตามฟ้องตามคำให้การและประเด็นในคดีตาม ปวพ มาตรา ๒๗,๑๔๒,๒๔๖แต่ เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฏาเมื่อเห็นสมควรก็สามารถวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้เสียเวลา โดยไม่นำบทบัญญัติใน ปวพ. มาตรา๒๔๓(๑),๒๔๖มาใช้บังคับ
๖.การที่จำเลยที่ ๔ มีหน้าที่ แล้วไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ โดยไม่มาทำงานและไม่ยื่นใบลาซึ่งถือว่าจำเลยยังมีหน้าที่ต้องรับผิดในงานในหน้าที่ของตนอยู่ ถือการละเว้นของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเมื่อจำเลยที่ ๔ เป็นนายคลังปืนทำหน้าที่เก็บรักษาและรับจ่ายอาวุธปืนและเป็นผู้ถือกุญแจคลังชั้นในและชั้นนอก เมื่อเลิกงานแล้วไม่นำกุญแจไปให้นายทหารเวรและไม่มาทำงานโดยอ้างว่าป่วยและไม่ได้ลางาน เมื่อไม่ได้ลางานถือจำเลยที่ ๔ ยังมีหน้าที่ต้องดูแลอาวุธปืนด้วยเมื่อมีการจ่ายของออกจากคลังปืนนอกเวลาทำการจำเลยที่ ๔ ต้องรับผิดชอบ เมื่อจำเลยที่ ๔ ไม่ได้เข้าไปสอบถามอาจเป็นช่องทางให้นำอาวุธปืนออกไป ข้ออ้างจำเลยที่ ๔ว่าป่วยจึงไม่ไปทำงาน แต่ตอนเย็นมาดูรายชื่อผู้เข้าเวรและนำเอกสารไปเก็บในคลังชั้นในใส่กุญแจทั้งคลังชั้นในและชั้นนอก แสดงว่าในวันดังกล่าวอาวุธยังอยู่ครบถ้วน การที่จำเลยที่ ๔ มอบกุญแจให้เจ้าหน้าที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้กลับไปทำงานในช่วงบ่าย โดยไม่สนใจว่าจะมีการนำกุญแจไปมอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หรือมีการนำกุญแจไปใช้ในทางมิชอบหรือไม่ เมื่อเลิกงานแล้วจะมีใครมาปิดคลังหรือไม่ ถือเป็นความประมาทเลินเล่อและเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งภายหลังพบปืนหายไปได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบว่าคลังภายนอกไม่มีร่องรอยการถูกงัด แต่คลังภายในสายยูที่คล้องกุญแจขาด ทำให้เชื่อว่าคนร้ายอาศัยโอกาสที่จำเลยที่ ๕ ไม่ได้ปิดคลังปืนเข้าไปในคลังชั้นนอกที่เปิดไว้และอาศัยกุญแจที่มอบให้เจ้าหน้าที่สรรพาวุธไขประตูคลังชั้นนอกเข้าไปตัดสายยูที่คล้องกุญแจคลังชั้นใน อาวุธปืนที่ถูกลักไปมีจำนวนมาก สถานที่เกิดเหตุมียามรักษาการณ์ เป็นการยากที่คนร้ายจะพกอาวุธปืนออกมาด้วยตนเองทั้งหมด ช่วงดังกล่าวมีรถบรรทุกมาจอดโดยไม่มีรถอื่นใด ความเสียหายที่เกิดเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๔
๗. ส่วนจำเลยที่ ๕ เป็นผู้ช่วยนายคลังปืนมีหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบทางราชการ การอ้างว่าได้ขออนุญาตปิดคลังปืนเกินเวลา แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาต จึงเท่ากับว่า ไม่ได้รับอนุญาตนั้นเอง โดยในขณะนั้นมีการขนย้ายของคือลวดหนาม กระสอบทรายขึ้นรถบรรทุกเอกชนที่มารอรับ เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีผู้มีอำนาจมาสั่งให้ปิดคลังปืนเกินเวลาได้จึงต้องปิดคลังตามเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินในคลังถูกลัก เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ ๔ ไม่มาทำงาน จำเลยที่ ๕ ต้องทำงานแทน และมีหน้าที่ต้องปิดกุญแจและตรวจสอบอาวุธปืนในคลังอาวุธด้วย ทั้งเมื่อจำเลยที่๔ไม่ได้มีการนำกุญแจมามอบให้นายคลังลูกปืนเพื่อนำไปฝากนายทหารเวรอีกที จึงเป็นหน้าที่จำเลยที่ ๕ ต้องดำเนินการปิดคลังอาวุธและนำกุญแจไปมอบให้ทหารเวรแทนหลังเลิกงาน เมื่อจำเลยที่ ๕ ไม่ได้ปิดคลังปืนและไม่ได้นำกุญแจไปมอบให้ทหารเวร โดยยอมให้จำเลยที่ ๔ มอบกุญแจให้เจ้าหน้าที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้กลับไปทำงานในช่วงบ่าย โดยไม่สนใจว่าจะมีการนำกุญแจไปมอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หรือมีการนำกุญแจไปใช้ในทางมิชอบหรือไม่ เมื่อเลิกงานแล้วจะมีใครมาปิดคลังหรือไม่ ถือเป็นความประมาทเลินเล่อและเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งภายหลังพบปืนหายไปได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบว่าคลังภายนอกไม่มีร่องรอยการถูกงัด แสดงว่าเป็นผลโดยตรงจากการที่ไม่ปิดคลังคนร้ายจึงสามารถผ่านเข้ามาจากรั่วชั้นนอกได้ แล้วมางัดสายยูที่คล้องกุญแจในคลังชั้นในขาด ทำให้เชื่อว่าคนร้ายอาศัยโอกาสที่จำเลยที่ ๕ ไม่ได้ปิดคลังปืนเข้าไปในคลังชั้นนอกที่เปิดไว้และอาศัยกุญแจที่มอบให้เจ้าหน้าที่สรรพาวุธไขประตูคลังชั้นนอกเข้าไปตัดสายยูที่คล้องกุญแจคลังชั้นใน อาวุธปืนที่ถูกลักไปมีจำนวนมาก สถานที่เกิดเหตุเป็นค่ายทหารมียามรักษาการณ์ เป็นการยากที่คนร้ายจะพกอาวุธปืนออกมาด้วยตนเองทั้งหมด ยิ่งในช่วงดังกล่าวช่วงดังกล่าวมีรถบรรทุกจากภายนอกมาจอดโดยไม่มีรถอื่นใดยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่ ๕ ด้วย
๘.เมื่อเชื่อว่าปืนหายในวันที่ ๒๒ เม.ย.๒๕๒๖ จำเลยอื่นที่มีหน้าที่ตรวจเวรในวันที่ ๒๓,๒๔ เม.ย.๒๕๒๖ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย(บรรยายฟ้องปืนหายระหว่างวันที่ ๒๒ เม.ย.๒๕๒๖ถึง๒๕เม.ย.๒๕๒๖ซึ่งเป็นวันพบว่าปืนหาย)
๙.ต่อมาพบว่ามีอาวุธปืนหายอีกโดยวันที่ ๑๖ ก.ค.๒๕๒๖ เจ้าหน้าที่กรม.........มาขอเบิกปืน แต่ไม่มีอาวุธปืนให้เบิกคงมีแต่กล่องอาวุธปืนเปล่า จากการตรวจสอบครั้งสุดท้ายพบว่าเมื่อวันที่ ๑๓ ก.ค.๒๕๒๖ยังอยู่ครบมาทราบปืนหายเมื่อวันที่ ๑๘ ก.ค.๒๕๒๖ แสดงอาวุธปืนหายไปช่วงเวลา ๑๓ กค. ถึง ๑๘ กค ๒๕๒๖ ซึ่งปืนที่หายจะหายไปพร้อมกันในคราวเดียวกันหรือมีการทยอยลักไป ก็ไม่อาจทราบได้แน่ แม้จะนำสืบไม่ได้ว่ามีการลักปืนไปในวันเดียวกันหรือทยอยลักปืนไป แต่ก็ได้ความว่าปืนพก ๘๖ กระบอกเก็บไว้ในคลังเช่นเดียวกับปืนพกที่ถูกลักไปเมื่อวันที่ ๒๒ เม.ย.๒๕๒๖โดยปืนวางไว้ในตู้และบนหลังตู้ไม่เป็นระเบียบ อยู่ในสภาพที่หยิบได้ง่าย ทั้งจำเลยที่ ๔ ก็ทราบดีว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ ๒๒ เม.ย.๒๕๒๖ ปืนพกก็หายไป ๕๒ กระบอก จนมีคำสั่งให้กวดขันในเรื่องนี้ โดยให้ตรวจในชั้นในของกรมสรรพาวุธด้วยซึ่งเดิมไม้เคยตรวจมาก่อน จำเลยที่ ๔ ควรมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้ปืนหายในรอบที่สอง อีก การที่จำเลยที่๔ ไม่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่ใส่ใจปล่อยให้คลังปืนอยู่ในสภาพทรุดโทรมจนปูนที่ฉาบหลุดออกเห็นก้อนอิฐเป็นวงกว้าง ตาข่ายเหล็กที่ใช้ก็มีลักษณะบอบบางเหล็กมีขนาดเล็กเกินไป จำเลยที่ ๔ ไม่ได้แก้ไขปรับปรุงอาคารให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ไม่รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อของบประมาณมาดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงขนาดของเหล็กตาข่ายให้มีลักษณะใหญ่ขึ้นยากแก่การตัด และของบประมาณซ่อมตัวอาคารเพื่อให้มีสภาพมั่นคง คนไม่สามารถทุบทำลายผ่านเข้าไปได้ง่าย แต่จำเลยที่ ๔ ก็หาได้กระทำไม่ ทั้งไม่เอาใจใส่ในการเก็บอาวุธปืนเป็นเหตุให้คนมาตัดลวดตาข่ายชั้นนอกชั้นใน ความเสียหายจึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๔ในฐานะนายคลังปืน
๑๐.จำเลยที่ ๘,๑๐,๑๒ถึง๑๕๑๗,๑๘,๒๐ถึง๓๕,๓๘,๓๙,๔๑ถึง๔๓ มีหน้าที่ตรวจเฉพาะกำแพงชั้นนอกไม่มีหน้าที่ตรวจกำแพงชั้นใน และขณะที่ตรวจก็ไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติขณะที่เข้าเวรยาม จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๔ .ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า การที่จะผ่านกำแพงชั้นในได้ต้องผ่านกำแพงชั้นนอกมาก่อน การที่คนร้ายสามารถผ่านกำแพงชั้นนอกมาได้จึงต้องถือว่าจำเลยเหล่านี้ต้องร่วมรับผิดด้วย
๑๑.ค่าเสียหายปืนที่หายไปจำเลยที่ ๔ สู้ว่าสูงเกินไปเพราะปืนบางรายไม่ได้ซื้อมาแต่ยึดมาจากผู้ลี้ภัย ส่วนจำเลยที่ ๕ ให้การว่า ไม่รู้โจทก์คิดราคาปืนอย่างไร เพราะปืนชนิดเดียวกันขนาดเดียวกันราคาแตกต่างกัน เมื่อจำเลยที่ ๔ที่ ๕ ไม่นำสืบก็ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การไม่นำสืบถือเป็นการยอมรับตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างมา เพราะเมื่อปฏิเสธต้องมีเหตุแห่งการปฏิเสธและนำสืบให้ได้ตามเหตุที่ตนปฏิเสธ เมื่อไม่นำสืบเท่ากับยอมรับ ปวพ มาตรา ๑๗๗วรรคสอง แม้เป็นปืนชนิดเดียวกันขนาดเดียวกันแต่ซื้อมาคนละคราวราคาก็อาจแตกต่างไปได้ จึงรับฟังได้ว่าราคาอาวุธปืนเป็นไปตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ ต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด โดยถือผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดแล้ว
๑๒.หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดถือผิดนัดนับแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ทำละเมิดซึ่งในฟ้องขอให้นับแต่วันที่ ๒๕ เม.ย.๒๕๒๖และ ๑๘ ก.ค.๒๕๒๖ มิใช่เป็นไปตามข้อต่อสู้จำเลยที่ว่าห้ามเรียกดอกเบี้ยเกิน ๕ ปี โดยโจทก์สามารถคิดดอกเบี้ยค้างส่งย้อนหลังนับแต่วันฟ้องไปได้เพียง ๕ ปี ส่วนที่เกินถือขาดอายุความตามปพพ มาตรา ๑๙๓/๓๓(๑)หาได้ไม่ เพราะเมื่อเป็นหนี้ละเมิดถือผิดนับนับแต่วันทำละเมิดจึงมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันผิดนัดหรือนับแต่วันทำละเมิด ตาม ปพพ มาตรา ๒๐๖ เมื่อเป็นหนี้เงินที่ต้องเสียดอกเบี้ยแต่ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยเอาไว้จึงต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ๊ดครึ่งต่อปีตาม ปพพ มาตรา ๗

ไม่มีความคิดเห็น: