ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

“โดยสภาพไม่ใช่อาวุธ”

๑. มีดคัตเตอร์ยาว ๑ ฟุต ตัวมีดกว้าง ๒ นิ้ว เป็นมีดคัตเตอร์ขนาดใหญ่ จำเลยมีเจตนาใช้อย่างเป็นอาวุธ จึงเป็นอาวุธ เมื่อใช้พาไปในที่สาธารณะจึงมีความผิดตาม ปอ มาตรา ๓๗๑ คำพิพากษาฏีกาที่ ๙๐๖๒/๒๕๓๘
๒. การพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันควรตาม ปอ มาตรา ๓๑๗ นั้น ไม่ว่าจำเลยจะพรากไปจากใครคนใดคนหนึ่งก็มีความผิดทั้งสิ้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองโดยไม่ได้บรรยายว่าพรากไปจากผู้ดูแลด้วย แต่ทางพิจารณาได้ความว่า พรากไปจากผู้ดูแลก็เป็นความผิด ไม่ใช่เรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างจากฟ้อง แม้มีดคัตเตอร์ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่ทุกครั้งที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยเอามีดคัตเตอร์ที่จำเลยพาไปออกมาขู่เข็ญผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยพามีดคัตเตอร์ไปโดยเจตนาใช้เป็นอาวุธจึงมีความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง คำพิพากษาฏีกา ๑๔๐๐/๒๕๓๘
๓. จำเลยใช้ลูกกุญแจจี้ที่เอวผู้เสียหาย ทรัพย์ที่จำเลยเอาไปเป็นเพียงปากกาเขียนแบบกับดินสอที่มีราคาไม่มากนัก ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นไปด้วย เมื่อผู้เสียหายขอคืนโดยอ้างว่า จะสอบในวันรุ่งขึ้น จำเลยยอมคืนดินสอให้แต่โดยดี ส่วนปากกาเขียนแบบ จำเลยบอกให้ไปรับคืนที่โรงเรียนที่จำเลยกำลังศึกษาอยู่ หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้หลบหนี ผู้เสียหายนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมจำเลยห่างที่เกิดเหตุ ๒๐๐ เมตร ลักษณะการกระทำจำเลยแสดงว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาลักทรัพย์ผู้เสียหายจริงจัง แต่เป็นการกระทำโดยคึกคะนองตามประสาวัยรุ่นที่โง่เขลา จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ การใช้ลูกกุญแจจี้ที่เอวผู้เสียหายแล้วดึงปากกาเขียนแบบกับดินสอที่เหน็บอยู่ที่สมุดของผู้เสียหายไป เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้ลูกกุญแจดังกล่าวอย่างอาวุธและมีเจตนาทำให้เกิดความเกรงกลัวไม่กล้าขัดขืน ถือ ได้ว่า เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้จำยอมตามความประสงค์จำเลยโดยทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน จำเลยมีความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพโดยใช้อาวุธ คำพิพากษาฏีกา ๕๑๖๑/๒๕๓๓
๔. แม้มีดปลอกผลไม้ที่จำเลยพาติดตัวไปในโรงภาพยนตร์ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่เมื่อจำเลยใช้มีดนั้นแทงผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจึงเป็นอาวุธ จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธตาม ปอ มาตรา ๓๗๑ อีกกรรม คำพิพากษาฏีกา ๔๑๕๕/๒๕๓๑
๕. กระสุนปืนไม่ใช่สิ่งที่เป็นอาวุธโดยสภาพ เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า กระสุนปืนของกลางเป็นสิ่งที่จำเลยได้ใช้หรือเจตนาใช้ประทุษร้ายสาหัสอย่างอาวุธ การกระทำของจำเลยที่บรรยายฟ้องว่า จำเลยพกกระสุนปืนของกลางไปที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควรจึงไม่เป็นความผิดตาม ปอ มาตรา ๓๗๑คำพิพากษาฏีกา ๓๑๐๙/๒๕๒๓
๖. อาวุธปืนแม้ไม่มีลูกโม้ และแกนลูกโม้ ไม่สามารถใช้ยิงได้ ก็เป็นอาวุธโดยสภาพ เมื่อจำเลยพาไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรย่อมเป็นความผิดตาม ปอ มาตรา ๓๗๑ พรบ.อาวุธปืนฯ ตามมาตรา ๘ทวิมิได้จำกัดเฉพาะว่าอาวุธปืนนั้นจะต้องสามารถใช้ยิงได้จึงจะเป็นความผิด เมื่ออาวุธปืนของกลางที่จำเลยพกติดตัวไปเป็นอาวุธปืนตามความหมายของกฎหมาย ก็ต้องด้วยเงื่อนไขที่บัญญัติเป็นความผิดแล้ว แม้ไม่อาจใช้ยิงได้ก็ถือจำเลยกระทำความผิดต่อกฏหมายดังกล่าวแล้ว คำพิพากษาฏีกา ๑๙๐๓/๒๕๒๐และ๑๔๕๙/๒๕๒๓
ข้อสังเกต ๑. อาวุธ หมายรวมทั้งสิ่งที่ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่ได้ใช้เจตนาใช้ประทุษร้ายร่างกายสาหัสอย่างอาวุธ ปอ มาตรา ๑(๕) ส่วนอาวุธปืน ตามวิเคราะห์ศัพท์ในพรบ. อาวุธ ปืนฯ มาตรา ๔(๑) ที่บัญญัติว่า อาวุธปืนรวมตลอดถึงอาวุธทุกชนิดที่ใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกำลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใดซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงาน และส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้นๆที่รัฐมนตรีเห็นว่าสำคัญและได้ระบุไว้ในกฎกระทรวง
๒.ส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืนที่ถือว่าเป็นอาวุธปืนตาม กฎกระทรวงฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๑ลงวันที่ ๖ สค ๒๔๙๑ คือ
๒.๑ ลำกล้อง
๒.๒เครื่องลูกเลื่อน หรือส่วนประกอบของเครื่องลูกเลื่อน
๒.๓เครื่องลั่นไกล หรือส่วนประกอบของเครื่องลั่นไกล
๒.๔เครื่องส่งกระสุน ซองกระสุน หรือส่วนประกอบสำคัญของสิ่งเหล่านี้
๓.ห้ามพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไป พรบ. อาวุธปืน ฯ มาตรา ๘ทวิ
ห้ามพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยหรือพาไปในที่ชุมชนที่จัดให้มีการรื่นเริง การมโหสพหรือการอื่นใด พรบ.อาวุธปืนฯ มาตรา ๘ทวิ วรรคสอง
๔.ข้อยกเว้นการพาอาวุธปืนตามข้อสังเกตที่ ๒ และที่ ๓ คือ
๔.๑เป็นเจ้าพนักงานที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทหาร ตำรวจที่อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่
๔.๒ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการป้องกันประเทศหรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือรักษาทรัพย์สินอันสำคัญของรัฐ
๔.๓ ประชาชนที่ได้รับมอบหมายให้มีและใช้ ซึ่งอยู่ในระหว่างการช่วยเหลือราชการและมีเหตุจำเป็นต้องมีและใช้อาวุธปืนในการนั้น
๕.มีดคัตเตอร์ยาว ๑ ฟุต ตัวมีดกว้าง ๒ นิ้ว เป็นมีดคัตเตอร์ขนาดใหญ่ โดยสภาพเป็นของใช้ทั่วไปไม่ใช่อาวุธ แต่เมื่อมีเจตนาใช้อย่างเป็นอาวุธ จึงเป็นอาวุธ เมื่อเป็นอาวุธแล้วใช้พาไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรจึงมีความผิดตาม ปอ มาตรา ๓๗๑
๖.การพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันควรตาม ปอ มาตรา ๓๑๗ นั้น ไม่ว่าจำเลยจะพรากไปจากใครคนใดคนหนึ่งก็มีความผิดทั้งสิ้น บางครั้งอำนาจปกครองบุตรอาจอยู่ที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว เช่น บิดามารดาไม่จดทะเบียนสมรส ปพพ มาตรา ๑๕๔๖ “ให้ถือว่า” เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิง ฝ่ายหญิงจึงมีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว โดยอำนาจการปกครองไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายชาย แต่ในสภาพความเป็นจริง หญิงมารดาอาจไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้เพราะไม่มีงานการเป็นหลักแหล่ง อาจให้บุตรอยู่กับฝ่ายชาย ฝ่ายชายอาจไม่มีอำนาจปกครองตามกฎหมาย แต่เด็กก็อยู่ในความดูแลของฝ่ายชาย การพรากเด็กไปขณะที่อยู่ในความดูแลของฝ่ายชาย ก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้แล้ว
๗. ขณะเกิดเหตุเด็กอาจอยู่กับฝ่ายชาย หรือฝ่ายหญิงก็ได้ การพรากเด็กไปจากอำนาจปกครองของบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งในช่วงที่เด็กอยู่ในความปกครองดูแลของบิดาหรือมาราดาคนใดคนหนึ่งก็เป็นความผิดแล้ว ไม่จำต้องพรากเด็กไปขณะเด็กอยู่ในอำนาจปกครองของทั้งบิดาและมารดาเด็กพร้อมกัน
๘. แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองโดยไม่ได้บรรยายว่าพรากไปจากผู้ดูแลด้วย แต่ทางพิจารณาได้ความว่า พรากไปจากผู้ดูแลก็เป็นความผิด ไม่ใช่เรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องตาม ปวอ มาตรา ๑๙๒วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ นั้นคือบรรยายฟ้องว่า “ เป็นผู้ปกครอง” ทางพิจารณาได้ความว่า “ เป็นผู้ดูแล” ก็ไม่ถือว่าทางพิจารณาต่างจากฟ้องอันจะเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง
๙..แม้มีดคัตเตอร์ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่ทุกครั้งที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยเอามีดคัตเตอร์ที่จำเลยพาไปออกมาขู่เข็ญผู้เสียหาย แสดงว่า จำเลยเจตนาใช้มีดคัตเตอร์อย่างอาวุธซึ่งหากผู้เสียหายขัดขืนอาจถูกมีดคัดเตอร์ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธได้ มีดคัตเตอร์จึงเป็นอาวุธ ตาม ปอ. มาตรา ๑(๕) การที่จำเลยพามีดคัตเตอร์ไปโดยเจตนาใช้เป็นอาวุธเพื่อทำการข่มขู่ผู้เสียหาย จึงเป็นการจึงเป็นการพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรตาม ปอ มาตรา ๓๗๑ แล้ว
๑๐.การใช้มีดคัตเตอร์ออกขู่เข็ญผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายจำยอมให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา ย่อมเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ผู้เสียหายที่ถูกข่มขืนใจ ย่อมเป็นความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมต่อสิ่งใดโดยมีอาวุธ ตาม ปอ มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปีซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตนโดยเด็กนั้นไม่ยินยอมโดยใช้อาวุธ ตาม ปอ มาตรา ๒๗๗ วรรคสี่ ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามบทหนักฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปีซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตนโดยเด็กนั้นไม่ยินยอมโดยใช้อาวุธ ตาม ปอ มาตรา ๒๗๗ วรรคสี่ ซึ่งระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตจึงมีอัตราโทษสูงกว่าความผิดต่อเสรีภาพตาม ปอ มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง
๑๑.หากเป็นข้อสอบ หากตอบเพียงจำเลยผิดฐานข่มขืนฯ ตาม ปอ มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แต่ไม่ระบุเหตุฉกรรจ์โดยใช้อาวุธ ตาม ปอ มาตรา ๒๗๗ วรรค สี่ หรือไม่ได้บอกว่าการกระทำของจำเลยมีความผิดต่อเสรีภาพตาม ปอ มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามบทหนักคือฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ปีโดยใช้อาวุธแล้ว คะแนนหายไป เพราะข้อสอบไม่ได้ถามว่า “ ตามคำพิพากษาฏีกานี้ตัดสินว่าอย่างไร “ แต่ข้อสอบถามว่า “การกระทำดังกล่าวผิดอะไร “ เมื่อตอบไม่ครบทุกประเด็น คะแนนจะขาดหายไป จึงไม่แปลกที่บางคนบอกว่าผมทำได้ หนูทำได้ ตอบตรงตามฏีกา แต่ทำไม ผมจึงสอบตก หนูจึงสอบไม่ผ่านเพราะเหตุผลนี้ครับ และหากเขียนคำตอบไม่ดีเหตุผลใช้ไม่ได้ด้วยแล้วคะแนนก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก
๑๒. การใช้ลูกกุญแจจี้ที่เอวผู้เสียหายแล้วดึงปากกาเขียนแบบกับดินสอที่เหน็บอยู่ที่สมุดของผู้เสียหายไป เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้ลูกกุญแจดังกล่าวอย่างอาวุธและมีเจตนาทำให้เกิดความเกรงกลัวไม่กล้าขัดขืน ถือ ได้ว่า กุญแจดังกล่าวเป็น “ อาวุธ”แล้วเพราะแม้ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแต่ได้ใช้หรือเจตนาใช้อย่างอาวุธ กุญแจจึงเป็นอาวุธ ด้วยความเครารพในคำพิพากษาศาลฏีกาที่วินิจฉัยว่า “ ทรัพย์ที่จำเลยเอาไปเป็นเพียงปากกาเขียนแบบกับดินสอที่มีราคาไม่มากนัก ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นไปด้วย เมื่อผู้เสียหายขอคืนโดยอ้างว่า จะสอบในวันรุ่งขึ้น จำเลยยอมคืนดินสอให้แต่โดยดี ส่วนปากกาเขียนแบบ จำเลยบอกให้ไปรับคืนที่โรงเรียนที่จำเลยกำลังศึกษาอยู่ หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้หลบหนี ผู้เสียหายนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมจำเลยห่างที่เกิดเหตุ ๒๐๐ เมตร ลักษณะการกระทำจำเลยแสดงว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาลักทรัพย์ผู้เสียหายจริงจัง แต่เป็นการกระทำโดยคึกคะนองตามประสาวัยรุ่นที่โง่เขลา จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์” นั้น เห็นว่าราคาทรัพย์มากน้อยไม่ใช่สาระสำคัญที่จะพิจารณาว่าทรัพย์ที่ถูกเอาไปนั้น ผู้กระทำมีเจตนาลักทรัพย์หรือกระทำไปด้วยความคึกคะนอง มองในมุมกลับผู้เสียหายอาจมีทรัพย์เพียงเท่านี้ก็ได้ เมื่อหยิบเอาทรัพย์ไปแล้วทรัพย์เคลื่อนที่แล้ว ความผิดสำเร็จของความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว ส่วนจะยอมคืนให้ทีหลังไม่ทำให้ความผิดสำเร็จกลับกลายเป็นไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ ส่วนจะถือว่าพยายามลุแก่โทษหรือบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำความผิดเพื่อประกอบดุลพินิจศาลในการกำหนดโทษตาม ปอ มาตรา ๕๖ หรือเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ปอ มาตรา ๗๘ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จำเลยไม่มีอำนาจโดยพละการที่จะหยิบฉวยทรัพย์ของผู้อื่นโดยผู้อื่นไม่อนุญาต ทั้งการใช้กุญแจจี้ที่เอวซึ่งเป็นอวัยวะที่ไม่มีกระดูก หากใช้กุญแจแทงที่เอวก็เกิดอันตรายแก่ผู้เสียหายได้ หากจำเลยไม่เอากุญแจจี้ที่เอวผู้เสียหาย ผู้เสียหายจะยอมให้จำเลยหยิบเอาทรัพย์ดังกล่าวไปได้โดยง่ายยังนั้นหรือ ผู้เสียหายอาจไม่เห็นว่าสิ่งที่จี้ที่เอวตนเองเป็นอะไรรู้เพียงมีเหล็กแหลมจี้ที่เอวตนเองเท่านั้นก็เป็นไปได้ และอาจคิดว่าสิ่งนั้นเป็นมีดปลายแหลมก็ได้จึงไม่ขัดขืนยอมให้จำเลยเอาทรัพย์ไปได้โดยง่าย การที่ผู้เสียหายพาตำรวจไปจับจำเลยแสดงว่าผู้เสียหายยังติดใจและไม่ยินยอมให้จำเลยนำทรัพย์ของตนไป การที่จำเลยอยู่ห่างที่จับกุมเพียง ๒๐๐ เมตรก็ไม่ใช่เครื่องชี้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาลักทรัพย์ เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวในทางวิชาการอาจผิดหรือถูกก็ได้ครับ แต่เมื่อศาลท่านได้วินิจฉัยแล้วก็เคารพในคำตัดสินครับ
๑๓. การใช้ลูกกุญแจจี้ที่เอวผู้เสียหายแล้วดึงปากกาเขียนแบบกับดินสอที่เหน็บอยู่ที่สมุดของผู้เสียหายไป เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้ลูกกุญแจดังกล่าวอย่างอาวุธและมีเจตนาทำให้เกิดความเกรงกลัวไม่กล้าขัดขืน ถือ ได้ว่า เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้จำยอมตามความประสงค์จำเลยโดยทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน จำเลยมีความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพโดยใช้อาวุธ ตาม ปอ มาตรา ๓๐๙วรรคสอง
๑๔.แม้มีดปลอกผลไม้โดยสภาพไม่ใช่อาวุธแต่ใช้ในการปลอกผลไม้ แต่เมื่อจำเลยใช้มีดนั้นแทงผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจึงเป็นการนำสิ่งที่ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพมาใช้หรือเจตนาใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ มีดปลอกผลไม้จึงเป็นอาวุธตาม ปอ มาตรา ๑(๕) เมื่อจำเลยนำมีดปลอกผลไม้ไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและพาอาวุธตาม ปอ มาตรา ๓๗๑ อีกกรรม
๑๕.กระสุนปืนไม่ใช่สิ่งที่เป็นอาวุธโดยสภาพ เว้นแต่จะนำมาใช้หรือเจตนาใช้ประทุษร้ายร่างกายสาหัสอย่างอาวุธ กระสุนปืนจึงเป็นอาวุธตาม ปอ มาตรา ๑(๕) เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า กระสุนปืนของกลางเป็นสิ่งที่จำเลยได้ใช้หรือเจตนาใช้ประทุษร้ายสาหัสอย่างอาวุธ จึงถือไม่ได้ว่าบรรยายฟ้องว่า กระสุนปืนเป็นอาวุธ เมื่อไม่ปรากฏว่าบรรยายฟ้องว่ากระสุนปืนเป็นอาวุธ แม้จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยพก(คือ การพา)กระสุนปืนของกลางไปที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควร เมื่อไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระสุนปืนเป็นอาวุธ ถือไม่ได้ว่ากระสุนปืนเป็นอาวุธ การพากระสุนปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรจึงไม่เป็นความผิดตาม ปอ มาตรา ๓๗๑และพรบ.อาวุธปืนฯ มาตรา ๘ทวิ,๗๒ทวิ เป็นกรณีถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ขอให้ศาลลงโทษตาม ปอ มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ ศาลลงโทษจำเลยตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ได้
๑๖. อาวุธปืนแม้ไม่มีลูกโม้ และแกนลูกโม้ ไม่สามารถใช้ยิงได้ ก็เป็นอาวุธโดยสภาพตาม ปอ มาตรา ๑(๕ฉ อีกทั้ง ตามวิเคราะห์ศัพท์ในพรบ. อาวุธ ปืนฯ มาตรา ๔(๑) ที่บัญญัติว่า อาวุธปืนรวมตลอดถึงอาวุธทุกชนิดที่ใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกำลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใดซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงาน และส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้นๆที่รัฐมนตรีเห็นว่าสำคัญและได้ระบุไว้ในกฎกระทรวง ส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืน คืออาวุธปืน เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของอาวุธปืนคืออาวุธปืน ดังนั้นแม้อาวุธปืนของกลางไม่มีลูกโม้และแกนลูกโม้ก็ตาม แต่อาวุธปืนของกลางก็ยังมีลำกล้อง เครื่องลั่นไกล เครื่องประกอบเครื่องลั่นไกล ตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๑ ลงวันที่ ๖ สค ๒๔๙๘๑ ข้อ ๑ และข้อ๓ ก็ถือเป็นอาวุธปืนแล้ว(ดูข้อสังเกตข้อ ๒.๑และ๒.๓) ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวจึงเห็นว่าปืนแม้ไม่มีลูกโม้ และแกนลูกโม้ ไม่สามารถใช้ยิงได้ ก็เป็นอาวุธตามกฏกระทรวงฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๑ ลงวันที่ ๖ สค ๒๔๙๘๑ ข้อ ๑ และข้อ๓แล้ว อีกทั้งเพรบ.อาวุธปืนฯ ตามมาตรา ๘ทวิมิได้จำกัดเฉพาะว่าอาวุธปืนนั้นจะต้องสามารถใช้ยิงได้จึงจะเป็นความผิด เมื่ออาวุธปืนของกลางที่จำเลยพกติดตัวไปเป็นอาวุธปืนตามความหมายของกฎหมาย ก็ต้องด้วยเงื่อนไขที่บัญญัติเป็นความผิดแล้ว แม้ไม่อาจใช้ยิงได้ก็ถือจำเลยกระทำความผิดต่อกฏหมายดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรย่อมเป็นความผิดตาม ปอ มาตรา ๓๗๑ และพรบ.อาวุธปืนฯ มาตรา ๘ทวิ,๗๒ทวิ
๑๗.หากเป็นข้อสอบ การตอบว่าเป็นการพาอาวุธปืนฯตาม ปอ มาตรา ๓๗๑ โดยไม่อ้างว่าเป็นความผิดตามพรบ.อาวุธปืนฯ มาตรา ๘ทวิ,๗๒ทวิด้วย ถือว่าตอบไม่ครบประเด็น เพราะการพาอาวุธปืนตามพรบ.อาวุธปืนฯมีอัตราโทษสูงกว่าการพาอาวุธตามปอ มาตรา ๓๗๑

ไม่มีความคิดเห็น: