ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

“บังคับคดี”

๑.พิพากษาโจทก์ได้ภาระจำยอมโดยอายุความ ไม่ใช่พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ จึงไม่ต้องออกคำบังคับ จำเลยไม่มีหน้าที่อย่างใดทางนิติกรรมที่ต้องไปจดทะเบียนให้โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมจึงไม่ถูกต้อง ศาลฏีกาพิพากษาเพิกถอนคำบังคับ คำพิพากษาฏีกา ๗๓๒๖/๒๕๓๙
๒.ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งมรดกกัน ให้มรดกส่วนหนึ่งตกแก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ขอยุ่งเกี่ยว โจทก์จำเลยไม่ต้องการมรดกส่วนนั้น เมื่อศาลพิพากษาตามยอมและโจทก์ได้รับส่วนแบ่งของโจทก์แล้ว การบังคับคดีเพื่อประโยชน์ของโจทก์เป็นอันเสร็จสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียที่จะขอบังคับจำเลยให้แบ่งมรดกแก่บุคคลภายนอก คำพิพากษาฏีกา ๙๐๙/๒๕๑๑
๓.ศาลพิพากษาให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๑๐๐ ส่วน ใน ๗๘๐ ส่วนของเนื้อที่ทั้งหมดตามโฉนด เจ้าของที่ดินจดทะเบียนสิทธิ์เสร็จเรียบร้อยตามคำพิพากษาแล้ว การบังคับคดีจึงสิ้นสุดลง การที่โจทก์จำเลยตกลงแบ่งที่ดินกัน แต่ตกลงแนวเขตในการวัดไม่ได้ เป็นเรื่องนอกเหนือคำพิพากษา ไม่อาจนำมาพิจารณาและบังคับคดีนี้ได้ คำพิพากษาฏีกา ๓๙๗/๒๕๒๔
๔.เมื่อโจทก์ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยได้ชำระเงินตามจำนวนที่เจ้าพนักงานศาลคิดให้ตามที่จำเลยร้องขอ เมื่อจำนวนเงินยังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา โจทก์มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ส่วนที่ขาดได้ เนื่องจากการบังคับคดียังไม่สิ้นสุด ไม่เป็นการบังคับคดีซ้ำ คำพิพากษาฏีกา ๗๘๕/๒๕๒๕
๕.จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ จนโจทก์ยอมถอนการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ ต่อมาจำเลยและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ช ผู้อาวัล ไม่ได้ชำระเงินตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยชำระด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินยังไม่ระงับลง โจทก์มีสิทธิ์คิดดอกเบี้ยจากหนี้ดังกล่าวต่อไปจนถึงวันที่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน และดอกเบี้ยย่อมเป็นส่วนหนึ่งของหนี้ที่ต้องชำระในคดีนี้ มิใช่หนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับคดี จึงเป็นการ จึงเป็นการบังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาฏีกาที่ ๒๔๑๗/๒๕๓๗
๖.สมุดเงินฝากธนาคารซึ่งจำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างฏีกา ไม่ใช่เงินที่นำมาวางศาลเพื่อชำระตามคำพิพากษา แม้จำเลยแถลงต่อศาลขอรับชำระหนี้โดยยอมให้โจทก์รับเงินจากสมุดเงินฝากดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากนั้นให้โจทก์ได้ วิธีการที่ศาลให้ธนาคารส่งเงินตามสมุดเงินฝากมาจ่ายให้โจทก์จำต้องดำเนินการตามหมายบังคับคดี กรณีถือไม่ได้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้ว คำพิพากษาฏีกา ๘๘๘/๒๕๔๐
๗.การบังคับคดีเป็นเรื่องที่แล้วแต่ใจสมัครของโจทก์ หากโจทก์จำเลยตกลงยืดเวลาให้แก่กันจนศาลรับบังคับให้แล้ว ก็ต้องถือตามข้อตกลงนั้น คำพิพากษาฏีกา ๖๒๖/๒๔๙๑
๘.การบังคับคดีเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตาม ปวพ มาตรา ๒๗๑ โจทก์จะต้องดำเนินการบังคับคดีเมื่อใด ภายในกำหนด ๑๐ ปี จึงเป็นสิทธิ์ที่โจทก์สามารถทำได้โดยชอบ จำเลยที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่ต้องนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาให้โจทก์ หาใช่เป็นผลจากการที่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีแต่อย่างใด การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีในทันทีจึงไม่ใช่เหตุที่ทำให้จำเลยไม่ต้องล้มละลาย คำพิพากษาฏีกา ๒๖๖/๒๕๔๕
๙.ศาลพิพากษาให้ถมคู รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จำเลยจะขอให้จทก์ทำเองโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๑๖๔๙/๒๔๙๘
๙.พิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขายให้โจทก์ตามฟ้องหรือมิเช่นนั้นให้ใช้เงิน จำเลยจะเลือกชำระเงินในเมื่อยังสามารถปฏิบัติตามอันดับแรกโดยโจทก์ไม่ยินยอมไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๘๒๒/๒๕๐๑
๑๐.คำพิพากษาที่บังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษารื้อห้องแถวที่ปลูกรุกล้ำเข้ามาในที่พิพาทออกเสียจากที่พิพาท ถ้าไม่สามารถรื้อได้ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาใช้ค่าที่ดินให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะเลือกปฏิบัติในประการหลังโดยอ้างเหตุว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับความเสียหายไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๑๖๑/๒๕๐๗
๑๑.ศาลฏีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินสองแปลงให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือให้จำเลยใช้เงินค่าที่ดินแก่โจทก์ในส่วนที่จำเลยไม่สามารถโอนคืนแก่โจทก์ได้ เป็นเรื่องกำหนดให้ชำระหนี้ก่อนหลังตามลำดับในคำพิพากษา จำเลยไม่มีสิทธิ์เลือกชำระหนี้ได้ตามอำเภอใจ ข้ออ้างที่จำเลยไม่ยอมโอนที่ให้โจทก์ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่มีสิทธิ์ชดใช้ราคาที่ดินพิพาทแทนการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ชดใช้เงินค่าที่ดินแทนการที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยจนทำให้จำเลยไม่สามารถโอนได้ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งในการบังคับคดีที่สั่งไปโดยผิดหลง เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลเห็นสมควรมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การทีร่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้จำเลยทราบ ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา ไม่ขัด ปวพ มาตรา ๒๑(๒) คำพิพากษาฏีกา ๑๐๘๗/๒๕๔๒
๑๒.ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันส่งมอบรถในสภาพที่ใช้การดีคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบคืนให้ใช้ราคา แม้ในตอนท้ายคำพิพากษาไม่ได้ระบุว่ารถยนต์ต้องอยู่ในสภาพใดก็ตาม แต่พึงเป็นที่เข้าใจว่าต้องอยู่ในสภาพใช้การได้ดี ดังที่ได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วในตอนต้น เพราะการพิจารณาถึงความหมายของคำพิพากษาเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ที่ถูกต้อง ต้องพิจารณาจากคำพิพากษาทั้งฉบับ ดังนั้นเมื่อรถอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถแก่โจทก์ เท่ากับ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ยอมรับรถยนต์และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามลำดับต่อไปได้ คำพิพากษาฏีกา ๒๑๐/๒๕๔๕
๑๓.ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงิน ๒๕,๐๐๐บาท ให้จำเลยที่ ๒ ภายใน ๑ ปี นับแต่วันทำสัญญา จำเลยทั้งสองจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่วันได้รับชำระเงิน ศาลพิพากษาตามยอม โจทก์จะอ้างว่าสิทธิ์ในการบังคับคดี ๑๐ ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหาได้ไม่ เพราะกำหนดระยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสาระสำคัญของสัญญาซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ไม่ได้ชำระราคาภายในกำหนด โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายผิดนัด ไม่มีสิทธิ์ขอให้บังคับคดีเอากับจำเลยให้โอนขายที่ดินแก่โจทก์ คำพิพากษาฏีกา ๒๐๒๐/๒๕๒๕
๑๔.ร้องขอให้ยึดทรัพย์ตามที่มีคำพิพากษาให้แบ่งกัน แต่ตกลงแบ่งกันไม่ได้ นำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันตามส่วน ไม่ใช่การร้องขอให้บังคับคดี แต่เป็นการร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลยผู้เป็นเจ้าของร่วมตาม ปพพ มาตรา ๑๓๖๔วรรคสอง บุคคลภายนอกร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตาม ปวพ มาตรา ๒๘๘ ไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๒๐๔๑/๒๕๒๕
ข้อสังเกต๑. เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วหากคู่ความที่เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือปฏิบัติแต่ไม่ครบถ้วน จึงมีการออกคำบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา
๒.การที่จะขอศาลออกคำบังคับหรือขอศาลออกหมายบังคับคดี คนที่ขอต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอบังคับคดีได้ด้วย
๓..พิพากษาโจทก์ได้ภาระจำยอมโดยอายุความ ไม่ใช่พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ จึงไม่ต้องออกคำบังคับ จำเลยไม่มีหน้าที่อย่างใดทางนิติกรรมที่ต้องไปจดทะเบียนให้โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมจึงไม่ถูกต้อง ศาลฏีกาพิพากษาเพิกถอนคำบังคับได้
๔.ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งมรดกกัน ให้มรดกส่วนหนึ่งตกแก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ขอยุ่งเกี่ยว โจทก์จำเลยไม่ต้องการมรดกส่วนนั้น เมื่อศาลพิพากษาตามยอมและโจทก์ได้รับส่วนแบ่งของโจทก์แล้ว การบังคับคดีเพื่อประโยชน์ของโจทก์เป็นอันเสร็จสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียที่จะขอบังคับจำเลยให้แบ่งมรดกแก่บุคคลภายนอก
๕.ศาลพิพากษาให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๑๐๐ ส่วน ใน ๗๘๐ ส่วนของเนื้อที่ทั้งหมดตามโฉนด เจ้าของที่ดินจดทะเบียนสิทธิ์เสร็จเรียบร้อยตามคำพิพากษาแล้ว การบังคับคดีจึงสิ้นสุดลง การที่โจทก์จำเลยตกลงแบ่งที่ดินกัน แต่ตกลงแนวเขตในการวัดไม่ได้ เป็นเรื่องนอหกเหนือคำพิพากษา ไม่อาจนำมาพิจารณาและบังคับคดีนี้ได้
๖.แม้ ปวพ มาตรา..๒๘๔บัญญัติห้ามไม่ให้มีการยึดอายัดเกินกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระก็ตาม แต่การที่จำเลยได้ชำระเงินตามจำนวนที่เจ้าพนักงานศาลคิดให้ตามที่จำเลยร้องขอ แม้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าตนต้องชำระเท่าที่เจ้าพนักงานศาลคำนวณก็ตาม แต่เมื่อจำนวนเงินที่บังคับชำระยังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา สิทธิ์ในการบังคับคดียังไม่หมดไปตาม ปวพ มาตรา ๒๗๕(๒),๒๘๔วรรคแรก โจทก์มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ส่วนที่ขาดได้ เนื่องจากการบังคับคดียังไม่สิ้นสุด ไม่ใช่การยึดอายัดเกินกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ การบังคับคดีในส่วนที่ขาดไม่เป็นการบังคับคดีซ้ำ เพราะโจทก์ย่อมมีสิทธิ์บังคับคดีได้เท่าจำนวนที่จำเลยเป็นหนี้ เมื่อได้รับชำระไม่ครบถ้วนจึงมีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ขาด
๗.จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ จนโจทก์ยอมถอนการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ ต่อมาจำเลยและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ช ผู้อาวัล ไม่ได้ชำระเงินตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยชำระด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินยังไม่ระงับลงเพราะการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ยอมถอนการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ เป็นสัญญาต่างตอบแทน ตาม ปพพ มาตรา ๓๖๙ ที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ช ผู้อาวัล (ผู้ประกันการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ตาม ปพพ มาตรา ๙๓๘,๙๘๕ ซึ่งต้องรับผิดเช่นเดียวกับบุคคลที่ตนประกันตาม ปพพ มาตรา ๙๔๐ ,๙๘๕) มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อไม่ได้ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป ตาม ปพพ มาตรา ๓๓๐เมื่อหนี้ไม่ระงับ โจทก์มีสิทธิ์คิดดอกเบี้ยจากหนี้ดังกล่าวได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าหากผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้เรียกดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด หรือหากในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ก็คิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ตาม ปพพ มาตรา ๗ต่อไปจนถึงวันที่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน และดอกเบี้ยย่อมเป็นส่วนหนึ่งของหนี้ที่ต้องชำระในคดีนี้ มิใช่หนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ที่ต้องไปฟ้องร้องเป็นอีกคดีต่างหากจากคดีนี้แต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับคดี จึงเป็นการบังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย
๘.สมุดเงินฝากธนาคารซึ่งจำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างฏีกา ไม่ใช่เงินที่นำมาวางศาลเพื่อชำระตามคำพิพากษา แม้จำเลยแถลงต่อศาลขอรับชำระหนี้โดยยอมให้โจทก์รับเงินจากสมุดเงินฝากดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากนั้นให้โจทก์ได้ เพราะเป็นการนำมาวางเพื่อขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างการพิจารณาของศาลฏีกาโดยยังมีข้อต่อสู้ตามฏีกาว่าตนไม่ต้องชำระหนี้ หรือหนี้ที่ต้องชำระไม่มากตามที่โจทก์หรือศาลล่างพิพากษามา การวางเงินดังกล่าวไม่ใช่การวางเงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลล่างแต่อย่างใด แต่เป็นการวางเงินเพื่อทุเลาการบังคับคดี ปวพ มาตรา ๒๓๑,๒๔๗ และใช่เป็นการวางเงินตาม ปวพ มาตรา ๑๓๕,๑๓๖,๒๔๖,๒๔๗ แต่อย่างใดไม่ เมื่อไม่ใช่การวางเงินโดยยอมรับผิดตามที่โจทก์ฟ้องจึงไม่เป็นเหตุไม่ให้ต้องเสียดอกเบี้ยตาม ปวพ มาตรา ๑๓๖วรรคท้ายแต่อย่างใดไม่..วิธีการที่ศาลจะมีคำสั่งให้ธนาคารส่งเงินตามสมุดเงินฝากมาจ่ายให้โจทก์จำต้องดำเนินการตามหมายบังคับคดีโดยโจทก์ต้องดำเนินการบังคับคดีโดยขอหมายบังคับคดี เพื่อดำเนินการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเพื่อนำมาบังคับคดี ลำพังเพียงสมุดเงินฝากธนาคารซึ่งจำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างฏีกาไม่ใช่การบังคับคดี กรณีนี้ถือไม่ได้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้ว
๙.การบังคับคดีเป็นเรื่องที่แล้วแต่ใจสมัครของโจทก์ หากโจทก์จำเลยตกลงยืดเวลาให้แก่กันจนศาลรับบังคับให้แล้ว ก็ต้องถือตามข้อตกลงนั้น แต่อย่างไรก็ดีการยึดระยะเวลาในการบังคับคดีคือไม่ทำการบังคับคดีทันทีภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดแต่ให้โอกาสจำเลยหาเงินมาชำระหนี้ดังนี้สามารถกระทำได้ แต่การหยุดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวก็ต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการบังคับคดีด้วย หากเลยล่วงกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแล้วก็ไม่สามารถบังคับคดีได้
๑๐.การบังคับคดีเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตาม ปวพ มาตรา ๒๗๑ โจทก์จะต้องดำเนินการบังคับคดีเมื่อใด ภายในกำหนด ๑๐ ปี เป็นสิทธิ์ที่โจทก์สามารถทำได้โดยชอบที่จะบังคับคดีเมื่อใดก็ได้ภายใน ๑๐ ปี เหมือนการยื่นฟ้องที่สามารถยื่นฟ้องวันใดก็ได้ภายในกำหนดอายุความ จำเลยที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่ต้องนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาให้โจทก์ หาใช่เป็นผลจากการที่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีแต่อย่างใด จำเลยไม่สามารถอ้างว่าหากโจทก์ดำเนินการบังคับคดีแต่เนิ่นๆดอกเบี้ยคงไม่มากขนาดนี้ และเมื่อเอาดอกเบี้ยมารวมต้นเงินแล้วคงมีจำนวนไม่มากจนถึงเกณฑ์ที่จะฟ้องล้มละลายได้ การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริตตาม ปพพ มาตรา. ๕,๖ หาอาจอ้างดังนี้ได้ไม่ เพราะโจทก์มีสิทธิ์บังคับคดีได้ภายในกำหนดอายุความการบังคับคดี เมื่อได้ใช้สิทธิ์ในวันใด หากวันนั้นยังไม่ล่วงเลยระยะเวลาที่สามรถบังคับคดีได้แล้ว ถือโจทก์สามารถทำได้ การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีในทันทีจึงไม่ใช่ข้ออ้างของจำเลยว่าเป็นเหตุให้มีหนี้ค้างชำระพร้อมเอกเบี้ยจำนวนมากเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยไม่ต้องล้มละลาย ดังนี้หาอาจอ้างได้ไม่
๑๑.ศาลพิพากษาให้ถมคู รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จำเลยจะขอให้โจทก์ทำเองโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะการบังคับหรือปฏิบัติตามคำสั่งศาล ต้องเป็นไปตามที่ระบุในคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อมีคำพิพากษาให้จำเลยถมคู รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จำเลยต้องทำเอง จำเลยจะขอให้โจทก์ทำเองโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายไม่ได้ เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จะมาอ้างว่าจำเลยพร้อมปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วโดยให้โจทก์ถมคู รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ โดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายให้ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ จึงจะหาว่าจำเลยมีเจตนาจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังนี้จำเลยไม่สามารถอ้างได้
๑๒. –คำพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขายให้โจทก์ตามฟ้องหรือมิเช่นนั้นให้ใช้เงิน
-หรือคำพิพากษาที่บังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษารื้อห้องแถวที่ปลูกรุกล้ำเข้ามาในที่พิพาทออกเสียจากที่พิพาท ถ้าไม่สามารถรื้อได้ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาใช้ค่าที่ดินให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา นั้น
จำเลยจะเลือกชำระเงินในเมื่อยังสามารถปฏิบัติตามอันดับแรกโดยโจทก์ไม่ยินยอมไม่ได้ หรือจะเลือกปฏิบัติในประการหลังโดยอ้างเหตุว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับความเสียหายไม่ได้ เพราะเจตนาที่มีการฟ้องร้องก็เพื่อต้องการบังคับให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขายให้โจทก์ตามฟ้อง หรือบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษารื้อห้องแถวที่ปลูกรุกล้ำเข้ามาในที่พิพาทออกเสียจากที่พิพาท หากสามารถกระทำได้โจทก์ย่อมพอใจตามนี้ แต่หากไม่สามารถกระทำดังนี้ได้ด้วยเหตุสุดวิสัยใดๆแล้วการเยียวยาแก่โจทก์ก็คงต้องทำในรูปการชดใช้เป็นเงิน แต่เมื่อยังสามารถทำได้ก็ต้องทำไปจะมาชดใช้ด้วยเงินไม่ได้เพราะไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ บางครั้งโจทก์ต้องการที่ดินไม่ต้องการเงิน หรือต้องการให้รื้อถอนส่วนที่รุกล้ำออกไป ไม่ได้ต้องการเงินแทนการที่ไม่ต้องรื้อถอน และไม่ตรงตามความประสงค์ของการบังคับคดีที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามลำดับที่ระบุไว้ในคำพิพากษา คำพิพากษาไม่ได้ออกมาเพื่อให้เลือกปฏิบัติอันใดอันหนึ่ง แต่ออกมาเพื่อให้ปฏิบัติตามอันดับแรกก่อน หากอันดับแรกไม่สามารถกระทำได้จึงต้องปฏิบัติตามอันดับที่สอง
๑๓.คำพิพากษาที่ ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินสองแปลงให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือให้จำเลยใช้เงินค่าที่ดินแก่โจทก์ในส่วนที่จำเลยไม่สามารถโอนคืนแก่โจทก์ได้ เป็นเรื่องกำหนดให้ชำระหนี้ก่อนหลังตามลำดับในคำพิพากษา จำเลยไม่มีสิทธิ์เลือกชำระหนี้ได้ตามอำเภอใจ เพราะเป็นการ ไม่ตรงตามความประสงค์ของการบังคับคดีที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามลำดับที่ระบุไว้ในคำพิพากษา คำพิพากษาไม่ได้ออกมาเพื่อให้เลือกปฏิบัติอันใดอันหนึ่ง แต่ออกมาเพื่อให้ปฏิบัติตามอันดับแรกก่อน หากอันดับแรกไม่สามารถกระทำได้จึงต้องปฏิบัติตามอันดับที่สอง เมื่อข้ออ้างที่จำเลยไม่ยอมโอนที่ให้โจทก์ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่มีสิทธิ์ชดใช้ราคาที่ดินพิพาทแทนการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ชดใช้เงินค่าที่ดินแทนการที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยจนทำให้จำเลยไม่สามารถโอนได้ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งในการบังคับคดีที่สั่งไปโดยผิดหลงโดยเป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มีความมุ่งหมายเพื่อจะยังการให้เป็นไปตามความยุติธรรมในเรื่องการบังคับคดี เป็นการพิจารณาสั่งโดยผิดหลงผิดระเบียบตาม ปวพ มาตรา ๒๗ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ
๑๔.. คำสั่งดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลเห็นสมควรมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ตาม ปวพ มาตรา ๑๔๒(๕),๒๔๖,๒๔๗ การทีศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้จำเลยทราบ ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา ไม่ขัด ปวพ มาตรา ๒๑(๒) เพราะไม่ใช่การชี้ขาดหรือมีคำสั่งในประเด็นเกี่ยวการแก้ฟ้อง แก้คำให้การ ตาม ปวพ มาตรา ๑๘๑(๒),๒๑วรรคท้ายและไม่ใช่กรณีที่ต้องทำการสืบพยานเพื่อเปิดโอกาสให้คู่ความทุกฝ่ายมีโอกาสที่จะมาฟังการพิจารณาหรือใช้สิทธิ์เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้น ตาม ปวพ มาตรา ๑๐๓ ,๒๑วรรคท้าย แต่เป็นเรื่องการเพิกถอนกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการบังคับคดีที่ผิดระเบียบหรือผิดหลงตาม ปวพ มาตรา ๒๗ เมื่อ “ ศาลเห็นสมควร” ศาลจึงมีอำนาจสั่งได้เองตาม ปวพ มาตรา,๒๑วรรคท้าย ไม่ขัดต่อ ปวพ มาตรา ๒๑(๒)
๑๕.ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยให้ส่งมอบรถในสภาพที่ใช้การดีคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบคืนให้ใช้ราคา แม้ในตอนท้ายคำพิพากษาไม่ได้ระบุว่ารถยนต์ต้องอยู่ในสภาพใดก็ตาม แต่พึงเป็นที่เข้าใจว่าต้องอยู่ในสภาพใช้การได้ดี เพราะการฟ้องให้ส่งมอบรถคืนย่อมต้องการให้ส่งมอบรถในสภาพที่สามารถใช้งานได้ไม่ใช่เป็นซากหรือเป็นเศษเหล็ก มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ เป็นการชำระหนี้ที่เป็นการพ้นวิสัยตาม ปพพ มาตรา ๒๑๗,๒๑๘ ทั้งเป็นการชำระหนี้ไม่ต้องตรงตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตาม ปพพ มาตรา ๒๑๕เพราะการพิจารณาถึงความหมายของคำพิพากษาเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ที่ถูกต้อง ต้องพิจารณาจากคำพิพากษาทั้งฉบับไม่ใช่ดูเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของคำพิพากษา การอ่านคำพิพากษาทั้งฉบับเพื่อให้รู้ถึงวัตถุประสงค์ว่าศาลพิพากษาอย่างไร เพื่อจะได้ไม่ตีความคำพิพากษาผิดไปจากเจตนารมย์ของศาลที่มีคำพิพากษาออกมา ดังนั้นเมื่อรถอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถแก่โจทก์ เท่ากับ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ยอมรับรถยนต์และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามลำดับต่อไปได้
๑๖.ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงิน ๒๕,๐๐๐บาท ให้จำเลยที่ ๒ ภายใน ๑ ปี นับแต่วันทำสัญญา จำเลยทั้งสองจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่วันได้รับชำระเงิน ศาลพิพากษาตามยอม เป็นการที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตาม ปพพ มาตรา ๘๕๐ ซึ่งทำให้สิทธิ์เรียกร้องของแต่ละฝ่ายที่ได้สละแล้วระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิ์ตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตาม ปพพ มาตรา ๘๕๒ สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาต่างตอบแทนตาม ปพพ มาตรา๓๖๙ ที่ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ การที่โจทก์อ้างว่าสิทธิ์ในการบังคับคดี ๑๐ ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ปวพ มาตรา ๒๗๑หาได้ไม่ เพราะกำหนดระยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสาระสำคัญของสัญญาซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ไม่ได้ชำระราคาภายในกำหนด โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายผิดนัด เมื่อเป็นฝ่ายผิดนัดย่อมไม่มีสิทธิ์ขอให้บังคับคดีเอากับจำเลยให้โอนขายที่ดินแก่โจทก์ได้
๑๗.การร้องขอให้ยึดทรัพย์ตามที่มีคำพิพากษาให้แบ่งกันระหว่างเจ้าของร่วม แต่ตกลงแบ่งกันไม่ได้ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์นั้นออกแบ่ง หากแบ่งกันไม่ได้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ หากว่าไม่สามารถทำได้หรือเกิดความเสียหายมาก ศาลจะให้ขายโดยประมูลกันระหว่างเจ้าของร่วมหรือนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การร้องขอให้บังคับคดี แต่เป็นการร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลยผู้เป็นเจ้าของร่วมตาม ปพพ มาตรา ๑๓๖๔วรรคสอง เมื่อไม่ใช่เป็นการบังคับคดี และไม่ใช่การขายทอดตลาดอันเนื่องมาจากการบังคับคดี บุคคลภายนอกจะร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตาม ปวพ มาตรา ๒๘๘ ไม่ได้ เพราะในปวพ มาตรา ๒๘๘ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ไว้เพื่อการบังคับคดี แล้วมีการอ้างว่าทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา บุคคลที่อ้างดังกล่าวจึงต้องร้องขอต่อ “ ศาลที่ออกหมายบังคับคดี” ให้ปล่อยทรัพย์เช่นว่านั้น โดยเมื่อส่งสำเนาคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้อง “ งดการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์” นั้นไว้ เพื่อรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล เมื่อการขายทอดตลาดที่เป็นการขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินที่ได้มาแบ่งกันระหว่างเจ้าของร่วมที่ตกลงกันไม่ได้ ไม่ใช่การขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์นั้นได้

ไม่มีความคิดเห็น: