บทความ

กลับหลักฎีกาใหม่และเรื่องควรรู้ เกี่ยวกับดอกเบี้ยเกินอัตรากฎหมายกำหนดในสัญญาเงินกู้

คำว่า ดอกเบี้ย สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรม ๒ ฝ่าย เกิดขึ้นด้วยการแสดงเจตนาของคู่สัญญา ดังนั้น คู่สัญญาจะตกลงกันว่าจะคิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้ ถ้าตกลงกันว่าจะคิดดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่ตกลง และวิธีการคิดดอกเบี้ยต้องไม่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ข้อตกลงนั้นจึงจะใช้บังคับได้ ผู้กู้มีหน้าที่เสียดอกเบี้ย ซึ่งมีข้อควรรู้พิจารณาอยู่ ๒ประการ  ๑.อัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีบทบัญญัติที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยซึ่งนำมาใช้ในเรื่องกู้ยืมได้ ๒ มาตรา กล่าวคือ มาตรา ๗ ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี  และมาตรา ๒๒๔นี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น กรณีตกลงเรื่องดอกเบี้ยแต่ไม่ได้กำหนดในสัญญา กรณีจะใช้มาตรา ๗ คือกรณีที่ตกลงกันในสัญญาว่าการกู้ครั้งนั้นเสียดอกเบี้ย แต่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ กฎหมายจึงบัญญัติตามมาตรา ...

"บุกรุก - 2"

๑๑. โจทก์จำเลย นำสืบพยานโต้แย้งสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยโจทก์และจำเลยต่างฟ้องเป็นคดีแพ่งกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิ์ครอบครองในที่พิพาทอีกฝ่ายรุกล้ำขอให้ ขับไล่ เรียกค่าเสียหาย ในระหว่างที่ยังโต้แย้งสิทธิ์ในที่พิพาทอยู่ จำเลยเข้าไปปักเสาขึงลวดหนามปลูกต้นผลไม้ในที่ดินพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นของจำเลย ไม่มีเจตนาเข้าไปกระทำการใดๆในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ไม่มีความผิดตาม ปอ มาตรา ๓๖๒ คำพิพากษาฏีกา ๒๒๖๔/๒๕๓๘ ๑๒. โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่๒ ที่ ๓ ในระหว่างการพิจารณาของศาลฏีกา จำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตาม ปอ มาตรา ๓๕๘,๓๕๙เป็นความผิดส่วนตัว โจทก์ขอถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดได้ ศาลฏีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง สิทธิ์นำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตาม ปวอ มาตรา ๓๙(๒) แต่ข้อหาลักทรัพย์และบุกรุกตาม ปอ มาตรา ๓๓๕,๓๖๕ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วจึงถอนฟ้องไม่ได้ โจทก์จำเลยที่ต่างนำสืบโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกันอยู่ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ความชัดว่า ที่พิพาทเป้น...

"บุกรุก - 1"

๑. ที่ดินที่ถูกกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าบุกรุกนำสินค้ามาวางขายเป็นของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมไม่อนุญาตให้จำเลยนำไปให้ผู้ใดเช่า การที่นำไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยไม่มีอำน าจ มีความผิดฐานบุกรุก ปอ มาตรา ๓๖๒ คำพิพากษาฏีกา ๒๗๖๘/๒๕๕๑ ๒. จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยการเชิญชวนของบุตรสาวผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าบ้านก็ตาม แต่จำเลยก็ได้รับอนุญาตจากบุตรสาวผู้เสียหายให้เข้าไปในบ้านดังกล่าวแล้ว จึงไม่ใช่การเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งไม่ใช่การเข้าไปเพื่อกระทำการใดๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ตาม ปอ มาตรา ๓๖๒,๓๖๔ คำพิพากษาฏีกา ๕๑๗๗/๒๕๔๙ ๓. กรณีที่จะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ปอ มาตรา ๓๖๒ ต้องได้ความว่า โจทก์ร่วมเป็น “ เจ้าของ” หรือ “ ผู้ครอบครอง”ที่ดินพิพาทอยู่ในขณะที่กล่าวหาจำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครองหรือเข้าไปกระทำการใดๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองที่พิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข คดีนี้ได้ความว่า จำเลยเข้าไปครอบครองที่พิพาทอยู่ก่อนแล้ว โจทก์ร่วมเพิ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยการซื้อขายในภายหลัง แม้ข้อเท็...

หมิ่นประมาท

"เลียแข้งเลียขาเจ้านายอย่างนี้มึงได้เท่าไหร่.........ผู้หญิงสองหน้า" ผู้ต้องหาขอเข้าพบผู้บริหารของบริษัท แต่ผู้เสียหายบอกให้รอก่อน เมื่อผู้เสียหายมาที่ล็อบบี้ชั้นล ่างผู้ต้องหาได้พูดว่าผู้เสียหายต่อหน้านางสาว น.แม่บ้านและนาย ส.พนักงานรักษาความปลอดภัยว่า " ทีหลังไม่ต้องมายุ่งเรื่องของเจ้านาย เขาจะคุยกับฉัน จะคุยกับเจ้านายอย่ามาเสือกยุ่ง เป็นแค่เสมียนทำงานกินเงินเดือนให้มากนัก เลียแข้งเลียขาเจ้านายเก่งอย่างนี้ มึงได้เท่าไหร่ ได้อย่างนี้ไม่คุ้มเสียหรอก น้ำหน้าอย่างมึง ชาตินี้เป็นได้แค่ลูกจ้างเขาไปตลอดชีวิต เชล์ที่นี้ขายของโกหก หลอกลวง เป็นพวกหน้าเงิน เห็นแก่ค่าคอมมิชชั่น เป็นผู้หญิงสองหน้า" นอกจากเป็นถ้อยคำดูหมิ่นแล้ว ยังเป็นการใส่ความผู้เสียหายทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ถือว่ามีเจตนาใส่ความผู้เสียหายต่อ นางสาว น. และนาย ส. ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาทอีกบทหนึ่ง ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๔๔๖/๒๕๕๑ ข้อสังเกต ๑. คำว่า "เลียแข้งเลียขา" ส่อความหมายไปในทางว่าผู้เสียหายประจบส่อพลอเจ้านาย เพื่อหวังความก้าวหน้าในการทำงาน ๒.คำ...

กรณีที่ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่ได้

๑.ขอให้รื้อถอนรั่วที่กีดขวาง ไม่ใช่การทำนิติกรรม จึงขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๓๖๒/๒๕๔๖ ๒. ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการบังคับชำระหนี้จากบัญชีเงินฝากไม่ได้ เพราะไม่ใช่การทำนิติกรรม คำพิพากษาฏีกา ๖๘๙๖/๒๕๔๘ ๓.บังคับให้ส่งมอบโฉนด ไม่ใช่การทำนิติกรรม เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๔๙๒๐/๒๕๔๗ ๔.บังคับให้ออกโฉนด ให้เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๔๓๐/๒๕๔๗ ๕.ขอให้คืนของที่หายไปเพราะถูกลักไปแล้วมีคนรับซื้อไว้โดยไม่ใช่การซื้อในท่้องตลาดที่ต้องคืนให้เจ้าของ หนี้ที่จะขอให้คืนของที่หายไป ไม่ใช่การทำนิติกรรม เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๓๑๑๐/๒๕๓๙ ๖.ผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำคำพิพากษาให้หย่ามาให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าในทะเบียนโดยคู่สมรสไม่ต้องไปแสดงเจตนาตาม พรบ.จดทะเบียนครอบครัว จึงไม่ต้องให้เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำพิพากษาฏีกา๓๖๐๘/๒๕๓๑,๓๒๓๒/๒๕๓๓ ๗.การโอนสิทธิ์การเช่าจะกระทำได้เมื่อผู้ให้เช่ายินยอม จะเอาคำพิพากษาบังัคับให้ผู้ให้เช่ายอมให้โจทก์เช่าห้องพิพาทไม่ได้ ต้องพิพากษาให้จำเลยแสดงเตนาต่อผู้ให้เช่ายอมโอน...

“ลักลอบขุดดิน”

โจทก์เป็นหน่วยราชการที่..........ว่าจ้างจำเลยทำการก่อสร้างและปรับปรุงสถานที่ ต่อมาเมื่อจำเลยปรับปรุงสถานที่แล้วได้ส่งมอบงานให้โจทก์ โจทก์ตรวจรับงานเรียบร้อยแล้ว มีการร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีว่าในระหว่างที่จำเลยทำการปรับปรุงพื้นที่นั้น จำเลยได้ลักลอบขุดดินในที่ราชพัสดุของ......... จึงมีการตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบพบว่ามีบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณ..........พบว่ามีดินถูกขุดไป ๑๙,๕๗๐ ลบเมตรเชื่อว่าจำเลยเป็นคนขุดดินไปจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วเชื่อว่าจำเลยกับพวกร่วมกันพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นร่วมกันกระทำความผิด เป็นความผิดลักทรัพย์ในสถานที่ราชการซึ่งมีอายุความ ๑๐ ปี แต่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องจำเลย ในทางแพ่งจำเลยต้องส่งดินคืนแก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาโดยขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด(๕มิถุนายน ๒๕๔๐) จำเลยต่อสู้ว่า เจ้าหน้าที่โจทก์รายงานว่าจำเลยลักลอบขุดดินตั้งแต่ ๑๑ ส.ค. ๒๕๔๘ โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้ทำละเมิดอันจะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ ๑๖ สค ๒๕๔๘ ต่อมาวันที่ ๒๓ สค ๒๕๔๘โจทก์ได้มอบหมายให้ อธิบดีกรม.....ฟ้องค...

“พรากเพราะรัก หรืออายุเป็นเหตุ”

๑. ความผิดฐานพรากผู้เยาว์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลมิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดๆอันเป็นผลกระทบกระทั้งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ไม่ว่าผู้เยาว์จะไปอยู่ที่แห่งใด หากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา หรือผู้ดูแลตลอดเวลา กฎหมายไม ได้จำกัดว่า พรากโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านไปเองโดยมีผู้ชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำก็ตาม ก็เป็นความผิดทั้งสิ้น การที่ผู้เยาว์ไปหาจำเลยที่บ้าน ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนกันก่อนแล้วจำเลยร่วมประเวณีกับผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ถูกพรากไปโดยปริยาย การที่ผู้เยาว์โทรศัพท์หาจำเลยว่า จะหนีออกจากบ้านไปพัทยาและนัดพบจำเลย เมื่อพบกันจำเลยไม่ยอมให้ผู้เยาว์ไปตามลำพังแต่จำเลยขอไปด้วย โดยเปิดห้องพักอยู่ด้วยกัน ๒ คืน ผู้เยาว์เป็นผู้ชำระห้องพักและค่าใช้จ่าย ทึ้งผู้เยาว์ยังให้เงินจำเลยเป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนีด้วยก็ตาม แต่จำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เ...