บทความ

ฟ้องจอดรถโดยประมาท

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ว่าจอดรถโดยประมาท ศาลล่างทั้งสอง(ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์)ปรับบทลงโทษจำเลยฐาน ขับรถโดยประมาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 อีกบทหนึ่งมาด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8989/2549 คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและตามคำบรรยายฟ้องโจทก์เป็นเรื่องจำเลยจอดรถโดยประมาท มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยขับรถโดยประมาท ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 อีกบทหนึ่งมาด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 60, 148, 157 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 60, 148, 157 (ที่ถูกต้องระบุว่าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท) ตามประมวลกฎหมายอาญา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ...

ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อน

ผู้ที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์สองคนโดยนั่งโยกตัวไปมาเพื่อไม่ให้รถเสียหลักล้ม การกระทำ ดังกล่าวย่อมเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ สามารถขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงแซงซ้ายแซงขวารถคันอื่นในลักษณะน่าหวาดเสียวซึ่งเป็นการขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8) เพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายสองคนจึงมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของผู้ขับขี่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2549 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยนั่งโยกตัวไปมาเพื่อไม่ให้รถเสียหลักล้ม ย่อมเป็นการอำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 1 สามารถขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงแซงซ้ายแซงขวารถคันอื่นในลักษณะน่าหวาดเสียว ซึ่งเป็นการขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8) จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญ...

การขับรถโดยประมาท | จอดรถริมถนน

การที่จำเลยจอดรถอยู่ริมถนนโดยที่ไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างของรถให้รถซึ่งขับมาทางด้านหลังสามารถมองเห็นได้ในระยะห่างเพียงพอที่จะหยุดรถหรือหลบหลีกไปได้ เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลย จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่ผลโดยตรงจากการขับรถของจำเลย ๆ ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุที่นายคำมูลขับรถยนต์บรรทุกหกล้อพุ่งเข้าชนท้ายรถยนต์บรรทุกพ่วงคันที่จำเลยขับ ซึ่งจอดอยู่ริมถนนมิตรภาพจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กาย เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างของรถให้นายคำมูลซึ่งขับรถยนต์บรรทุกหกล้อมาทางด้านหลังสามารถมองเห็นรถยนต์บรรทุกพ่วงคันที่จำเลยจอดไว้ในระยะห่างเพียงพอที่นายคำมูลจะหยุดรถหรือหลบหลีกไปได้ การที่นายคำมูลขับรถยนต์บรรทุกหกล้อชนท้ายรถยนต์บรรทุกพ่วงดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น หาใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถของจำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐาน...

คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยาน

โจทก์ไม่สามารถนำตัวเด็กมาเบิกความต่อศาลได้ โจทก์ได้อ้างส่งแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) คำให้การชั้นสอบสวนของเด็กต่อศาลแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณาแล้ว ซึ่งกฎหมาย ให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การดังกล่าวเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความต่อศาล แต่โจทก์ได้ขอหมายเรียกพยานปากเด็กเป็นพยานเบิกความต่อศาล แต่ไม่ได้ตัวมา โดยไม่ปรากฏว่าเป็นเพราะเหตุใด กรณีที่ไม่ได้ตัวเด็กมาเบิกความ ไม่ได้เป็นเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาของศาลได้ ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะรับฟังแต่อย่างใด เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4112/2552 ในการรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนตามมาตรา 133 ทวิ เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย นั้น ต้องมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความต่อศาล กรณีที่โจทก์เพิ่งอ้างในฎีกาถึงสาเหตุที่ไม่ได้ตัวพยานมาเ...

พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ

บันทึกการจับกุมที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมไม่มีข้อความว่าผู้ถูกจับมีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ กับไม่มีข้อความว่าถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้จึงไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้เพราะเป็นพยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8148/2551 เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้จับจำเลยมิใช่ราษฎรเป็นผู้จับจึงไม่มีกรณีที่จะต้องแจ้งสิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับต้องแจ้งสิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสอง เมื่อบันทึกการจับกุมมีข้อความว่าจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ และเมื่อบันทึกการจับกุมไม่มีข้อความใดที่บันทึกการแจ้งสิทธิแก่จำเลยผู้ถูกจับตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติเลย ทั้งพยานโจทก์ที่ร่วมจับกุมก็ไม่ได้เบิกความถึงเรื่องการแจ้งสิทธิแต่อย่างใด แม้โจทก์จะส่งบันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับมาพร้อมกับบันทึกการจับกุมในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ แต่บันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับดังกล่าวมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์เติมข้อความในช่องว่างด้วยน้...

การพูดว่ายิงเลย ๆ ขณะผู้กระทำความผิดใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จะถือเป็นการยุยงส่งเสริมหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2745/2553 คำพิพากษาย่อสั้น ขณะ บ. ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ 2 พูดกับ บ. ว่า ยิงเลยๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตายสาหัส จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 และมาตรา 288, 80, 60 ประกอบมาตรา 84 คำพิพากษาย่อยาว โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 84, 60, 80, 33, 32 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสมควร มารดาของนายอนันต์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 84) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 84, 288 ประกอบมาตรา 80 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 84 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดช...

สมัครใจวิวาทกันจะอ้างเหตุป้องกันหรือบันดาลโทสะได้หรือไม่

ป้องกัน มาตรา ๖๘ “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด” ๑. เป็นสิทธิของผู้กระทำ ถ้าเป็นการสมัครใจวิวาท ไปก่อเหตุ หรือไปเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดการประทุษร้ายต่อผู้อื่น จะอ้างป้องกันไม่ได้ - สิทธิ ----- >>> ผู้ที่มาก่อภยันตราย ต้องเป็นผู้ไม่มีอานาจก่อให้เกิดภยันตราย แต่ถ้าเป็นเจ้าพนักงานมีหมายค้น หมายจับตามกฎหมาย สิทธิของเราตามรัฐธรรมนูญ จะยกต่อสู้เจ้าพนักงานไม่ได้ เพราะเจ้าพนักงานผู้นั้นมีอานาจจับ ค้น ได้ตามกฎหมาย ๒. ผู้ที่กระทำต่อเรา เขาต้องไม่มีอานาจโดยชอบ ๓. ต้องกระทำต่อภัยที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง - ข้อสังเกต ผู้ก่อให้เกิดภัย จะต้องเป็นบุคคล หรือเป็นสัตว์ที่มีเจ้าของก็ได้ ดู ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๗ ก็อาจมีความผิดได้ โดยถือว่าตัวเจ้าของสัตว์เป็นผู้กระทำผิดต่อกฎหมาย - ให้พิจารณาจากความรู้สึกของคนทั่วๆไป ว่ามีภัยที่ใกล้จะถึงหรือไม่ ...