บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก มกราคม, 2021

ยาเสพติดของกลางมีหลายประเภท เวลาฟ้องนำสารบริสุทธิ์มาคิดรวมกันหรือไม่

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๗๗๘ /๒๕๕๙          ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒   มาตรา ๖๖   วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑   โดยไม่ได้รับอนุญาต  และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา ๑๕  วรรคสาม” และตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒   มาตรา ๑๕   วรรคสาม ได้แยกสารเสพติดให้โทษในประเภท ๑   ออกเป็น ๓   อนุมาตราตาม (๑ ) (๒ ) (๓ )     แต่ละอนุมาตรากำหนดให้ยาเสพติดให้โทษแต่ละชนิดมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิอันเป็นข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแยกต่างหากจากกัน ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิของยาเสพติดให้โทษแต่ละอนุมาตราจึงต้องคำนวณจากยาเสพติดให้โทษในอนุมาตราเดียวกันไม่อาจนำยาเสพติดให้โทษในอนุมาตราอื่นมาคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์รวมกันได้        ดังนั้นการที่ผู้ใดจำหน่ายห...

ฟ้องซ้ำ

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147 / 2562          การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ร่วมและออกเช็คให้นั้น เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ต้น  โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมส่งสินค้าให้จำนวนมาก โดยอาศัยวิธีการออกเช็คชำระค่าสินค้าแทนเงินสด โดยเจตนาที่จะไม่ใช้เงินตามเช็ค เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวง   การออกเช็คโดยมีเจตนาไม่ใช้เงินตามเช็คจึงเป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง โดยต่างมีเจตนาเดียวกันคือ    เจตนาหลอกลวงให้โจทก์ร่วมส่งสินค้าให้จำเลย กับพวกโดยไม่มีเจตนาชำระราคาสินค้า การกระทำของจำเลยตามฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกันกับความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เมื่อโจทก์เคยดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค            และศาลแขวงธนบุรีพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องย่อมระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา...

คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก

รูปภาพ
  คำพิพากษาฎีกาที่ 2580/2563 คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึงการเป็นภริยาหรือสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1457 ที่บัญญัติว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยจึงยังมิใช่ภริยาหรือสามีกัน จำเลยฎีกาว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมไปกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง และไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่จะยกขึ้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบประกอบให้ได้ความชัดว่า จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย...

ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายลงในสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนที่แท้จริงของผู้เสียหาย

  คําพิพากษาฎีกาที่ 460 / 2563 แม้โจทก์จะฟ้องว่าจําเลยทั้งสองปลอมสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่าจําเลยทั้งสอง เพียงแต่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ลงในสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อรับรองความถูกต้องโดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 1 ลงในสําเนา บัตรประจําตัวประชาชน จึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) เท่านั้น เมื่อจําเลยทั้งสองใช้สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนของ ผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งจําเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง

กล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้เข้าทำงานรับราชการ

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2563 พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่า จำเลย กับพวก กล่าวอ้างว่า สามารถช่วยเหลือฝากโจทก์ร่วมเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ได้ อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวก ไม่สามารถช่วยเหลือฝากโจทก์ร่วมเข้าทำงานรับราชการ ในองค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ ตามที่กล่าวอ้างได้ โดยการหลอกลวงของจำเลย กับพวก เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นความจริง และมอบเงิน 550,000 บาท ให้จำเลยไปดำเนินการตามที่จำเลย กับพวก กล่าวอ้าง ถือว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีในข้อหานี้ได้ ส่วนที่โจทก์ร่วมมอบเงิน 550,000 บาท ให้จำเลยไปนั้นล้วนเกิดขึ้นเพราะถูกจำเลยหลอกลวง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้

แจ้งข้อหาและสอบสวนเพิ่มเติม

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2563 ป.วิ.อ. มาตรา 134 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหานั้น มีเจตนารมณ์เพียงเพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่าจะถูกสอบสวนในเรื่องใดและทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด โดยไม่จำต้องแจ้งทุกข้อหาทุกตัวบทกฎหมายและทุกกระทงความผิดเสมอไป เดิมพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่ากระทำความผิดในช่วงเวลาใดไว้ แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงเวลาอื่นด้วย ก็สามารถสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำในช่วงเวลาอื่นเพิ่มเติมได้ ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดที่จำเลยกระทำในช่วงวันเวลาอื่นโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดที่จำเลยกระทำในช่วงเวลาที่การสอบสวนได้ความเพิ่มเติมได้

การกู้ยืมเงิน

  * ๑.  ความหมายของการกู้ยืมเงิน   การยืม เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคู่กรณีเป็นสองฝ่าย  คือ    ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ผู้ให้ยืม” และอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ผู้ยืม” สัญญายืมนั้น เป็นสัญญาที่ผู้ให้ยืมส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ยืมเพื่อใช้สอยทรัพย์สินนั้นและผู้ยืม ก็ตกลงว่าจะส่งคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว ประเภทของสัญญายืม แบ่งออกเป็น ๒   ประเภท คือ  - ๑.  สัญญายืมใช้คงรูป  - ๒.  สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง  สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง คือ สัญญาที่ผู้ให้ยืมได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นเป็นปริมาณมีกำหนดให้แก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเช่นเดียวกัน ให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น    และสัญญายืมนี้จะสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม ดังนั้น การกู้ยืมเงินหรือสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ที่ “ผู้กู้ยืม” ไปขอกู้ยืมเงินจากบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่า “ผู้ให้กู้ยืม” โดยผู้กู้ยืมสัญญาหรือตกลงว่าจะใช้เงินคืนให้ภายในกำหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งในการกู้ยืมเงินนี้จะมีการกำหนดดอ...

ไม่ผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930 / 2561 จำเลยที่ 1 ข้ามเขตแดนไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นเป็นอย่างดี   ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานควบคุมตัวไว้ก่อน   ทำให้ไม่มีอิสระที่จะไปรับเมทแอมเฟตามีนตามที่นัดหมายกับพวกไว้ได้ การที่จำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนก็เพราะเจ้าพนักงานสั่งให้ไปรับ ส่วนจำเลยที่ 1 แม้ปฏิเสธไม่ยอมไปรับด้วย แต่เมทแอมเฟตามีนถูกนำเข้ามาในราชอาณาจักรได้เพราะพวกของจำเลยที่ยืนอยู่ในแม่น้ำเหืองฝั่ง ส.ป.ป. ลาว           ขว้างข้ามเขตแดนมาให้จำเลยที่ 2 ตามที่โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมลงมือกระทำการนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว เพียงแต่การกระทำนั้นยังไม่บรรลุผล         จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย  เมื่อจำเลยที่ 2 เก็บเมทแอมเฟตามีนที่พวกของจำเลยขว้างข้ามเขตแดนมาก็ส่งให้เจ้าพนักงานทันที ไม่สามารถยึดถือไว้เพื่อตนได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่ม...

การเพิ่มโทษคดีเกี่ยวกับยาเสพติด

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7519 / 2561 ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท     และในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 ปี ภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษทั้งสองคดีจำเลยกลับมากระทำผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และฐานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันดังกล่าวตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง กรณีมิใช่จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 อันจะเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลังตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97   คงเพิ่มโทษได้เพียงหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92

ไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192 / 2561 แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวก วางแผนที่จะเข้าไปลักทรัพย์ภายในโรงงานของผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่ปรากฏว่ามีการวางแผนแบ่งหน้าที่รับมากระทำเป็นส่วน ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก  จะใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์  พาทรัพย์นั้นไป  ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุม  อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ รวมไปถึงการทำร้ายร่างกายและปล้นเงินของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในโรงงานของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เพียงว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เพียงขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก ที่โรงงานของผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถไปรอที่ปั๊มน้ำมัน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกลักทรัพย์ได้แล้ว พวกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก พร้อมทรัพย์ที่ลักมา ซึ่งเป็นการเข้ามาร่วมกระทำผิดด้วย เมื่อมีการตัดสายไฟแล้วขนย้ายเคลื่อนที่อันเป็นการลักทรัพย์ส...

ไม่เป็นตัวการร่วม

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8403 / 2561          การที่จำเลยที่ 1 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายแล้วจุดไฟเผาผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหัน     โดยจำเลยที่ 2 มิได้คบคิดนัดหมายกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่พฤติการณ์ที่ผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2    แล้วจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ไปพบผู้ตายที่บ้าน จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ผู้ตายไปพบยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องบอกว่าจำเลยที่ 1 จะเดินทางไปด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า  จำเลยที่ 2 ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว และจำเลยที่ 2 เพียงแต่มีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะทำให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายหรืออันตรายสาหัสเท่านั้น  แม้จำเลยที่ 1 เลือกที่จะทำร้ายผู้ตายโดยการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายและจุดไฟเผาผู้ตายซ...

บทสันนิษฐานตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) เป็นบทสันนิษฐานไม่เด็ดขาด

  ครอบครองยาเสพติด 4,000 เม็ด ต่อสู้ว่ามีไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย หากไม่มีพฤติการณ์จำหน่าย คำพิพากษาศาลฎีกาที่   896 / 2563        ทั้งเมื่อจำเลยที่  2   ครอบครองเมทแอมเฟตามีน   4 , 000  เม็ดของกลางแล้วจำเลยที่  2  ได้นำไปซุกซ่อนไว้   โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่  2  มีพฤติการณ์ขาย   จ่าย   แจก    แลกเปลี่ยน หรือให้เมทแอมเฟตามีน   4,000  เม็ด ของกลางแก่ผู้ใด   เจตนาที่แท้จริงและพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่  2    มีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีน   4,000  เม็ด ของกลางไว้เป็นของตนเองเท่านั้น       พยานหลักฐานที่จำเลยที่  2  นำสืบจึงสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่ากรณีของจำเลยที่  2  ไม่เข้าเงื่อนไขตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่สองมีเมทแอมเฟตามีน   4 , 000  เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย          จำเลยท...

ฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม การยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทน ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

  คําพิพากษาศาลฎีกาที่  1350/ 2563 เรื่อง   ฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ผู้มีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหาย ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม   การยื่นคําร้องขอค่าสินไหมทดแทน    ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ป.อาญา  มาตรา 288 ประกอบมาตรา  72   ป.วิ อาญา  มาตรา   5 (2), 30, 44/1, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225    ขณะนางสาว จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจําเลย นางสาว จ. คบหาฉันชู้สาวกับผู้ตาย เป็นเหตุ ให้จําเลยหึงหวงและทะเลาะกันแล้วแยกกันอยู่กับนางสาว จ. ไม่ได้อยู่กันฉันสามีภริยากันอีก แต่ นางสาว จ. ยังมาหาเด็กชาย ณ. บุตรชายที่พักอาศัยอยู่กับจํา เลยเป็นประจํา วันเกิดเหตุจําเลยเห็น รถผู้ตายโดยบังเอิญจึงขับรถตามรถผู้ตายไปก็เพื่อต้องการจะพาบุตรชายไปดูว่านางสาว จ. นั่งอยู่ใน รถผู้ตายหรือไม่ ไม่ใช่จําเลยตามไปหาเรื่องหรือจะไปทําร้ายผู้ตาย    เมื่อผู้ตายเห็นรถจําเลยจอดอยู่ จึงขับรถมาจอดเทียบข้างรถจําเลย แล้ว จําเลยพูดกับผู้ตายว่ามึงยังไม่เลิกยุ่งกับเมียกูอีกหรือ ลูกโต กันหมดแล้ว ก็เป็นการพูดในทํานองขอร้องให้ผู้ตายเลิกค...