บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก 2021

"เส้นผม" เจ้าปัญหา คดีลุงพล หมัดน็อกปิดคดีจริงหรือ?

  แต่หากคดีนี้ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ว่าลุงพลกระทำความผิดฆ่าน้องชมพู่จริงๆ ผลจะเป็นอย่างไร เทียบฎีกา 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4437/2531 ผู้ตายขี่รถจักรยานสองล้อไปเก็บผักบุ้งบริเวณท้องนาต่อมาพบผู้ตายถูกข่มขืนกระทำชำเราใกล้กับสถานีทดลองข้าวซึ่งจำเลยทำงานอยู่ พบเส้นผมประมาณ 20-30 เส้น กับขนที่อวัยวะเพศ 1 เส้นตกอยู่ที่กองเลือดในที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนได้นำตัวอย่างเส้นผมและขนจากอวัยวะเพศของจำเลยและของคนงานสถานีทดลองข้าวดังกล่าวรวม 8 คน ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับเส้นผมและขนจากอวัยวะเพศของกลาง ผลการตรวจลักษณะภายนอกและการตรวจน้ำเหลืองทางวิทยาเชื่อว่า เส้นผมบางเส้นและขนจากอวัยวะเพศของกลางเป็นของจำเลยโดยมีแพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์มาเบิกความรับรองว่า วิธีการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวสามารถยืนยันได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และยังพบร่องรอยบาดแผลขีดข่วนที่ร่างกายของจำเลยอีกหลายแห่งอันเกิดจากการดิ้นรนต่อสู้ของผู้ตาย ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ฟังลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก,289(7) ได้ 2. คำพิพากษาศาลฎีก...

ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง, 192 วรรคสาม

  คำถาม : พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การจำเลยว่ากระทำความผิดตอนกลางคืน อัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตอนกลางวัน จำเลยให้การรับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุจริง ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตอนกลางคืนได้หรือไม่ คำตอบ : คำพิพากษาฎีกาที่ 261/2563 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 เวลากลางวัน แต่ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณากลับปรากฏว่าเป็นเวลากลางคืน เวลาตามที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับวันเวลาที่กล่าวในฟ้อง แต่เมื่อได้ความตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดว่า ผู้เสียหายกล่าวหาว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 เวลา 23 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลากลางคืน จำเลยให้การรับว่าในวันเกิดเหตุดังกล่าวจำเลยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหาย และในชั้นพิจารณาจำเลยเบิกความแต่เพียงว่า ในวันดังกล่าวจำเลยจำไม่ได้ว่าอยู่ที่ใด แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึง...

ป.อ. มาตรา 68, 72

  คำถาม : ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ แม้ขณะที่จำเลยวิ่งกลับเข้าไปภายในบ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ เมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตายยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ แต่ในการกลับออกมานี้จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนจ้องเล็งยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการฆ่าอื่นโดยการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ : คำพิพากษาฎีกาที่ 6936/2562 การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง หรือเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชายชัชฐภูมิวิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ถือได...

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามมาตรา 39 (2)

  คำพิพากษาฎีกาที่ 1304/2562 ความผิดของจําเลยฐานลักทรัพย์เอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติหรือ เอทีเอ็ม) ของผู้เสียหายไปในเวลากลางคืนและฐานลักทรัพย์โดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายในเวลากลางคืน ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคหนึ่ง ปรากฎตามคําร้องขอให้ผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกาและตามฎีกาของจําเลยซึ่งโจทก์ไม่ยื่นคําแก้ฎีกาโต้แย้งเป็นอื่นว่าจําเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 71 บัญญัติให้ความผิดนี้เป็นความผิดฐานหนึ่ง (ในมาตรา 334 ถึงมาตรา 336) ที่ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ คดีนี้เมื่อในชั้นอุทธรณ์จําเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย เป็นเงินเท่าจํานวนที่จําเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนไป และผู้เสียหายทําหนังสือไม่ติดใจ เอาความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จําเลยอีกต่อไป จึงเป็นการยอมความคดีอาญาก่อนคดีถึงที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง ทําให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับ ไปตามมาตรา 39 (2)

นำรถยนต์ที่ทำสัญญาเช่าซื้อไว้โดยที่ผ่อนยังไม่หมด ปขายต่อหรือไปจำนำนอกระบบ

  คำพิพากษาฎีกาที่ 4781/2555   รถยนต์กระบะเป็นของผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าซื้อจาก ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะจึงยังเป็นของผู้เสียหายที่ 2 จนกว่าจะมีการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน ในการตกลงซื้อขายรถยนต์กระบะให้แก่จำเลยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ร่วมจะโอนทะเบียนให้จำเลยต่อเมื่อจำเลยชำระราคารถยนต์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งรวมถึงข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อที่โจทก์ร่วมยังคงค้างชำระแก่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย   ข้อตกลงในการซื้อขายรถยนต์กระบะระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจึงมิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงยังไม่ตกเป็นของจำเลย   ที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถหลังจากมีการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าว ถือเป็นเพียงการครอบครองรถยนต์กระบะไว้แทนโจทก์ร่วมเท่านั้น จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะที่แท้จริง ภายหลังจากทำข้อตกลงซื้อขายรถยนต์กระบะดังกล่าวจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและไม่ชำระราคารถยนต์กระบะให้ครบถ้วน โจทก์ร่วมแจ้งให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะให้โจทก์ร่วม แต่จำเลยเพิกเฉยและอ้างว่ารถยนต์กระบะสูญหาย การที่จำเลยยังคงครอบครอ...

การให้ที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่ส่งมอบที่ดินให้ผู้รับเข้าครอบครอง ต่อมาผู้ให้ถึงแก่ความตาย ที่ดินจะถือเป็นทรัพย์มรดกของผู้ให้หรือไม่ ?

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2156/2555 จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของตนที่ได้รับการยกให้จากนางรอด มิใช่ครอบครองที่ดินพิพาทเเทนทายาทอื่น อันเเสดงว่านางรอดได้ยกที่ดินพิพาทให้เเก่จำเลยเเล้วโดยโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่นางรอดเเสดงเจตนายกที่ดินพิพาทนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่นางรอดส่งมอบที่ดินพิพาทให้เเก่จำเลยมิได้ทำเป็นหนังสือเเละจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เเม้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชย์มาตรา 525 ประกอบมาตรา 456 วรรคหนึ่ง เเต่ที่ดินพิพาทมีเเต่สิทธิครอบครอง จึงถือได้ว่านางรอดสละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป เมื่อจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเเล้ว จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองตามมาตรา 1377 เเละ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองตามกฎหมาย การออกโฉนดที่ดินพิพาทจัดทำโดยทางราชการ ออกให้เเก่นางรอดซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ฉบับเดิม เเม้ความจริงนางรอดไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเเล้วขณะออกโฉนดก็ห...

การยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร และยอมให้ผู้อื่นโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายเข้าบัญชีธนาคาร

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15630/2553 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรก จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและร่วมกันลักเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายตามฟ้องโจทก์ข้อ ค, ง และ จ. รวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงเครื่องมือของคนร้ายที่หลอกใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย เป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและขาดเจตนาที่จะกระทำความผิด จำเลยไม่มีความผิด เห็นว่า ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีชายแปลกหน้ามาขอใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว แต่การที่ยินยอมให้ชายแปลกหน้าใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย โดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้พูดคุยกับชายแปลกหน้าไม่นานรวมเวลาแล้วไม่เกิน 2 นาที นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของวิญญูชนทั่วไปอย่างยิ่งเพราะเลขที่บัญชีเงินฝากและรหัสบัตรเอทีเอ็ม ถือเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด ไม่มีบุคคลใดจะยอมเปิดเผยให้บุคคลอื่นทราบโดยง่าย เฉพาะอย่างยิ่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อนยิ่งต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ การท...

ไม่เป็นป้องกัน

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936 / 2562 แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชาย ช. วิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว จำเลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำการป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย แม้ขณะที่จำเลยวิ่งกลับเข้าไปภายในบ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ และเมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตายยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ก็ตาม แต่จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำการใดเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงจำเลยได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่ถูกผู้ตายชกต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป...

ท้าวแชร์ออนไลน์เปิดแชร์หลายวงมีความผิดหรือไม่ และเลขาวง หรือผู้ช่วยถือเป็นตัวการร่วมหรือไม่

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20111 – 20112 / 2556 คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 และพระราชบัญญัติการเล่นแชร์   พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายจำนวน 28 คน และ 26 คน เป็นเงิน 5,562,500 บาทและ 3,116,700 บาท ตามลำดับ และให้นับโทษจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในสำนวนแรก # บทวิเคราะห์ 1 . เรื่องนี้พนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษฐาน ฉ้อโกง ฉ้อโกงประชาชน และผิดพรบ.แชร์เพราะเปิดวงแชร์มีผู้ร่วมเล่นแชร์เกิน 30 คน แต่ฟ้องสองคดีและถูกขอรวมให้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน # บทวิเคราะห์ 2 . จำเลยให้การปฏิเสธสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ระหว่างพิจารณานางพิสมัย นางอัมราภรณ์ นางทองใบ นางบัวสร้อย นายวีระ นายคะนอง นายจำนงค์ นายบุญถิน และนายสมบูรณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ...

รวมคำพิพากษาฎีกา เอาผิดคดีโกงแชร์ปล่อยดอกเบี้ยเกินอัตรา

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2901 / 2547 พฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประกอบกิจการในชื่อบริษัท ว. จำกัด ประกาศโฆษณาต่อประชาชนทั่วไปรับสมัครสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป และเรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะมีผลประโยชน์มาปันให้ให้แก่สมาชิกได้ตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิก จึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินคือเงินค่าสมัครสมาชิกรายละ 3,000 บาท จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยมีเงื่อนไขในการให้ผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะแก่ผู้เป็นสมาชิกว่า หากสมาชิกผู้ใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ 6 คน จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 6,000 บาท ทั้งจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกมาสมัครได้ต่อ ๆ ไป ...

เทคนิกการสู้คดีฉ้อโกง

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5830 / 2562 พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกง   กับมีคำขอให้คืนหรือใช้เงิน ที่ผู้เสียหายส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แก่ผู้เสียหาย อันเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินรายเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนในคดีนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระยะเวลาที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟ้องโจทก์ในส่วนเงินที่ส่งมอบอันเป็นต้นเงินจึงเป็นฟ้องซ้อน แต่ในส่วนดอกเบี้ย พนักงานอัยการไม่ได้ขอให้ชดใช้ในคดีอาญาดังกล่าว จึงไม่เป็นฟ้อนซ้อน เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ และเงินที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกส่งเป็นทอด ๆ ไปให้จำเลยที่ 4 โดยมิได้อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โจทก์จะใช้สิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระดอกเบี้ยในเงินจำนวนนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5302 / 2562 การที่ อ. รับฟังจากจำเลยที่ 3 ซึ...