บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก 2019

พูดขู่เข็ญโจทก์ว่า “มึงอยากตายหรือ”

พูดขู่เข็ญโจทก์ว่า “มึงอยากตายหรือ” เป็นการกระทำโดยจงใจทำให้โจทก์เสียหายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ การตกใจกลัวถือเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน คำพิพากษาฎีกาที่ 4571/2556(ถูกนำไปออกข้อสอบเนติคับ) จำเลยถืออาวุธปืนติดตัวออกมาบริเวณทางเดินเท้าสาธารณะ ซึ่งอยู่ติดกับถนนสาธารณะ หลังจากมีปากเสียงกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แล้วพูดขู่เข็ญโจทก์ว่า  # มึงอยากตายหรือ  เป็นการกระทำโดยจงใจทำให้โจทก์เสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้ว่าจำเลยจะมิได้ยิงอาวุธปืนก็ตาม การที่จำเลย  # ใช้อาวุธปืนข่มขู่โจทก์  เป็นการ#ทำให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกายและอนามัยของโจทก์  # เพราะทำให้โจทก์ตกใจกลัว   # เป็นความเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกทางด้านจิตใจ   # ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน  ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้

ปิดทางเข้าออกผู้อื่น

ปิดทางเข้าออกผู้อื่น แม้มิใช่ภาระจำยอมก็เป็นละเมิด คำพิพากษาฎีกาที่ 246/2550  แม้ทางพิพาทจะมิใช่ทางภาระจำยอม แต่โจทก์และบริวารก็ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด เพราะยังไม่มีทางอื่น การที่จำเลยที่ 1 นำดินมาปิดกั้นทางพิพาทและขุดรื้อทางพิพาทออก โดยยังไม่จัดทำถนนเส้นใหม่เพื่อให้โจทก์และบริวารใช้เป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด  # ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้  และถือเป็นการละเมิดสิทธิการใช้ทางพิพาทต่อโจทก์ด้วย

รวมฎีกาเกี่ยวกับสถานที่จอดรถ

รวมฎีกาเกี่ยวกับสถานที่จอดรถ ถ้ารถยนต์หายใครมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบบ้าง….? # อพาตเมนต์ไม่มีหน้าที่จัดการดูแลรถที่มาจอด คำพิพากษาฎีกาที่ 1908/2559 จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 ผู้รับจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างไม่ได้ว่าจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้พักอาศัย  # อพาร์ตเม้น  จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้พักอาศัยของอพาร์ตเม้นไม่ว่าผู้เช่าห้องพักจะจอดรถในอาคารหรือนอกอาคารจอดรถซึ่งจะเสียค่าบริการจอดรถเป็นรายเดือนหรือไม่ก็ตาม การรักษาความปลอดภัยในรถยนต์ไม่แตกต่างกันเพราะไม่ว่าจะจอดบริเวณใดจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตรารักษาความปลอดภัยของรถยนต์  # การเรียกเก็บค่าจอดรถเป็นรายเดือนเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้ผู้พักอาศัยเป็นทางเลือก  หากต้องการจอดรถในอาคารเพื่อรถไม่เสียหายจากแสงแดดหรือฝนตกดังนี้ไม่อาจรับฟังเป็นปริยายถึงพฤติกรรมของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้พักอาศัย  # ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเล...

หากฟังได้ว่าทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ย้อนศรประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้

หากฟังได้ว่าทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ย้อนศรประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17868/2556 เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการขับรถของทั้งสองฝ่ายว่าฝ่ายใดประมาทยิ่งหย่อนกว่ากันแล้ว จะเห็นได้ว่า  # หากจำเลยที่1ใช้ความระมัดระวังตามสมควรย่อมต้องมองเห็นรถจักรยานยนต์ที่ก .ขับมา และ  # ต้องชะลอความเร็วไม่ให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน  ขณะเดียวกัน ก. ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ย้อนเส้นทางเดินรถออกจากซอยก็จะต้องหยุดรถดูว่ามีรถแล่นมาทางด้านขวาหรือไม่ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับออกไป แต่ทั้งจำเลยที่ 1 และ ก. หาได้กระทำไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และ ก.  # ประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  โจทก์และจำเลยที่ 1  # จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้  ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

ด่ากันทางโทรศัพท์ ไม่ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า

ด่ากันทางโทรศัพท์ ไม่ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า คำพิพากษาฎีกาที่ 3711/2557 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหาย ด่าว่าและทวงเอกสารจากผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ที่สถานีบริการขนส่ง ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำเลยอยู่ที่ส่วนบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา  # ซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกลกันคนละอำเภอ  แต่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 นั้น  # ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา  ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้  # มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าวดูหมิ่น  ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงยัง  # ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า  ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ลงฎีกานี้เพื่อเป็นความรู้ทางวิชาการนะครับไม่ได้สนับสนุนให้โทรไปด่ากัน 

คำที่พูดแล้วมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า

คำที่พูดแล้วมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า # อีดอก คำพิพากษาฎีกาที่ 2102/2521 จำเลยถ่มน้ำลายไปทางผู้เสียหายและด่าผู้เสียหายว่า พวกอีดอกดำ คำว่าอีดอก  # เป็นถ้อยคำหยาบคาย  สามัญชนฟังแล้วเข้าใจได้ชัดเจนอยู่ในตัวเองว่าผู้ถูกด่า เป็นหญิงไม่ดี จำเลยจึงมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 # อีเหี้ย   # อีสัตว์   # อีควาย คำพิพากษาฎีกาที่ 5257/2548 จำเลยด่าว่าผู้เสียหายว่า ‘ อีเหี้ย อีสัตว์ อีควาย มึงคิดว่าเมียกูกินเงินไปหรือไง ’ และชี้มือไปที่ผู้เสียหาย ถ้อยคำดังกล่าว  # นอกจากจะเป็นคำหยาบคายแล้ว  ยังมีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบผู้เสียหายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สี่เท้า และกล่าวหาผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายว่าภริยาจำเลยของจำเลยเอาเงินของกลุ่มแม่บ้านไปใช้เป็นการส่วนตัว ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 # อีตอแหล คำพิพากษาฎีกาที่ 8919/2552 ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า “อีตอแหล มาดูผลงานของแก” เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การด...

“บันดาลโทสะ ๔”

“บันดาลโทสะ ๔” ๑. จำเลยพบผู้ตายกอดจูบภรรยาตน จึงเข้าแทงผู้ตายในขณะนั้นในทันทีทันใดเป็นกรณีจำเลยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๑๘๘๓/๒๕๑๒ ๒. จำเลยเกิดปากเสียงด่าทอ ใช้มือผลักอกซึ่งกันและกันกับพวกคนหนึ่งของผู้ตาย ผู้ตายเข้าห้ามให้แยกกันและใช้มือตบหน้าจำเลย ๑ ที โดยไม่ได้แสดงอาการว่าจะทำร้ายจำเลยด้วยอาวุธอะไรต่อไปอีก จำเลยชักมีดออกมาแทงผู้ตายทันทีถูกผู้ตายเป็นแผลฉกรรจ์ ๓ แผลถึงแก่ความตาย จะอ้างว่ากระทำเพื่อป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดกฎหมายไม่ได้ การที่ผู้ตายใช้มือตบหน้าจำเลยก่อนถือเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่แทงผู้ตายไปในขณะนั้นเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฎีกา๙๘/๒๕๑๔ ๓. พ่อตาด่าบุตรเขยถึงตระกูล บุตรเขยห้ามก็ไม่ฟัง ด่าแล้วด่าอีก บุตรเขยฟันพ่อตาตายในขณะนั้นเป็นกากรกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฎีกา๑๖๐๖/๒๕๒๑ ๔. ผู้ตายเมาสุราเอาเท้าฟาดหัวจำเลยลูบเล่นจำเลยจึงทำร้ายผู้ตาย เป็นความผิดตาม ปอ มาตรา ๒๙๐และบันดาลโทสะ คำพิพากษาฎีกา ๓๓๑๕/๒๕๒๒ ๕. การที่จำเลยยังติดตามให้ จ. กลับไปอยู่กับจำเลยและบุตร เมื่อจำเลยไปพบเห็น จ.กับผู้เสียหายอยู่กันตามลำพังในห้องน้ำในคืน...

“บันดาลโทสะ ๓”

“บันดาลโทสะ ๓” ๑.ผู้ตายเมาสุราได้บังคับขู่เข็ญโดยใช้มือผลักอกจำเลยหลายครั้งเพื่อให้จำเลยไปดื่มสุราด้วยและท้าให้ยิงกันพร้อมทำท่าล้วงอาวุธปืน เมื่อจำเลยวิ่งหนี ผู้ตายวิ่งไล่ตาม จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงทันที ถือได้ว่ากระทำไปโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อัยการฟ้องให้ลงโทษตาม พรบ. อาวุธปืนฯ มาตรา ๗,๗๒ และข้อหาฆ่า ตาม ปอ มาตรา ๒๘๘ แม้ศาลอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ก็หมายถึงเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นเท่านั้น เพราะโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในข้อหาดังกล่าว ส่วนความผิดตาม พรบ. อาวุธปืนฯรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาตามพรบ.อาวุธปืนฯ คำพิพากษาฎีกา๑๒๓๑/๒๕๓๓ ๒.ผู้ตายเมาสุรากล่าวว่าล่วงเกินจำเลยด้วยวาจาโดยกล่าวว่า “ ทำงานไม่เป็นแต่ได้ค่าแรงแพง ทำงานผิดแล้วไม่ยอมรับผิดชอบ ทำงานเป็นช่างไม้ได้ไม่เท่าไหร่ทำเป็นอวดเก่ง” และด่าแม่จำเลย ผู้ตายพูดถากถางซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จำเลยจะกลับก็ไม่ยอมให้กลับ ผู้ตายกล่าววาจาและกระทำการอันเป็นการดูถูกเหยียดหยาม เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรมจนจำเลยบันดาลโทสะจึงไปหยิบ...

“บันดาลโทสะ ๒”

๑. ผู้ตายเมาสุราด่าจำเลยโดยไม่ออกชื่อแล้วเข้าบ้านไปถือดาบมาท้าทายจำเลย จำเลยถือไม้ไผ่ด้ามพลั่วเดินเข้าไปหาผู้ตาย ต่างพูดท้าทายกัน ผู้ตายใช้ดาบฟันจำเลยก่อน จำเลยหลบทันและล้มลงยังพื้น จำเลยลุกขึ้นแล้วใช้ไม้ไผ่ที่ถือมาตีผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่จำเลยถือไม้เดินไปหาผู้ตายเป็นการแสดงความสมัครใจจะต่อสู้กับผู้ตาย จำเลยอ้างป้องกันไม่ได้ การที่ผู้ตายมาด่าจำเลยแล้วกลับไปเอามีดดาบมาท้าทายจำเลยอีก และยังเป็นฝ่ายลงมือฟันจำเลยก่อนด้วยเหตุเช่นนี้เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม ถือว่าจำเลยตีผู้ตายอันเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฏีกา ๕๕๐/๒๕๑๗ ๒. จำเลยที่ ๑ ใช้มีดตี ก. ก่อนเพราะถูก ก. ด่าและทำร้ายร่างกาย แต่หลังจาก ก. ด่าและทำร้ายร่างกายจำเลยที่ ๑ แล้ว ก.ได้เดินเข้าไปนั่งซ่อมโทรศัพท์อยู่ในห้อง จำเลยที่ ๑ เดินเข้าไปหาไม้ที่หลังบ้านมีช่วงเวลาที่จะคิดได้ว่าสมควรทำร้าย ก. หรือไม่ จำเลยที่ ๑ หาไม้ได้แล้วเดินเข้าไปในตึก ในขณะที่ ก. กำลังนั่งซ่อมโทรศัพท์อยู่ ก. แล้วใช้ไม้ตี แต่ ก.ยังมีลมหายใจและส่งเสียงร้อง จำเลยที่ ๑ เกรงว่าเพื่อนบ้านจะได้ยินเสียงร้องจึงใช้ผ้ารัดคอโดยแรงจนกระทั...