บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก กรกฎาคม, 2017

“โดยสภาพไม่ใช่อาวุธ”

๑. มีดคัตเตอร์ยาว ๑ ฟุต ตัวมีดกว้าง ๒ นิ้ว เป็นมีดคัตเตอร์ขนาดใหญ่ จำเลยมีเจตนาใช้อย่างเป็นอาวุธ จึงเป็นอาวุธ เมื่อใช้พาไปในที่สาธารณะจึงมีความผิดตาม ปอ มาตรา ๓๗๑ คำพิพากษาฏีกาที่ ๙๐๖๒/๒๕๓๘ ๒. การพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันควรตาม ปอ มาตรา ๓๑๗ นั้น ไม่ว่าจำเลยจะพรากไปจากใครคนใดคนหนึ่งก็มีความผิดทั้งสิ้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองโดยไม่ได้บรรยายว่าพรากไปจากผู้ดูแลด้วย แต่ทางพิจารณาได้ความว่า พรากไปจากผู้ดูแลก็เป็นความผิด ไม่ใช่เรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างจากฟ้อง แม้มีดคัตเตอร์ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่ทุกครั้งที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยเอามีดคัตเตอร์ที่จำเลยพาไปออกมาขู่เข็ญผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยพามีดคัตเตอร์ไปโดยเจตนาใช้เป็นอาวุธจึงมีความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง คำพิพากษาฏีกา ๑๔๐๐/๒๕๓๘ ๓. จำเลยใช้ลูกกุญแจจี้ที่เอวผู้เสียหาย ทรัพย์ที่จำเลยเอาไปเป็นเพียงปากกาเขียนแบบกับดินสอที่มีราคาไม่มากนัก ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นไปด้วย เมื่อผู้เสียหายขอคืนโดยอ้างว่า จะสอบในวันรุ่งขึ้น จำเลยยอมคืนดิ...

“ห่วงผูกเท้า” “รับมรดกแทนที่ “

๑.โจทก์เป็นบุตรของ พ. ซึ่งเป็นพี่สาวผู้ตาย ผู้ตายไม่มีคู่สมรสและบุตร บิดามารดาก็ถึงแก่กรรมไปก่อนนี้แล้ว ทรัพย์มรดกจึงตกแก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ซึ่งรวมทั้ง พ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ตาม ปพพ มาตรา ๑๖๒๙(๓) เมื่อ พ. ถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้สืบสันดานของ พ. ย่อมมีสิทธิ์รับมรดกแทนที่ พ จึงมีสิทธิ์รับมรดกของผู้ตายเฉพาะส่วนแบ่งของ พ. ตาม ปพพ มาตรา ๑๖๓๙ การต้องห้ามตาม ปวพ มาตรา ๑๔๘ นั้น คดีก่อนต้องมีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว เมื่อคดีก่อนโจทก์กับพวกได้ถอนฟ้อง ซึ่ง ปวพ มาตรา ๑๒๗๖ อาจยื่นได้ใหม่ ทั้งคดีดังกล่าวศาลชั้น้ต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่โจทก์นำมูลคดีเดียวกันกับคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๑ กับพวก จึงไม่ใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาสัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่ต้องห้ามตาม ปวพ มาตรา ๑๔๘ โจทก์เป็นทายาทฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทรัพย์มรดกของผู้ตายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และให้จำเลยที่ ๒ คืนเงิน ๔๐,๐๐๐ บาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย สำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจะยกอายุ...

“ พยาน ,ผู้เขียน พินัยกรรม”

๑. พยานในพินัยกรรมซึ่งเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้น ไม่ได้ตามความหมายใน ปพพ มาตรา ๑๖๕๓ วรรคหนึ่ง หมายถึงพยานที่ต้องลงลายมือชื่อในแบบพินัยกรรมที่ทำขึ้น การที่จำเลยเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั่งอยู่ด้วยในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมทำพินัยกรรม แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม หาเป็นพยานตามความหายในบทบัญญัติดังกล่าวไม่ พินัยกรรมจึงไม่ตกเป็นโมฆะ คำพิพากษาฏีกา ๕๔๐๔/๒๕๓๓ ๒. จำเลยลงชื่อเป็นพยานรับรองลายพิมพ์หัวแม่มือของผู้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ถือไม่ได้ว่าลงลายมือชื่อเป็นพยานรับรองพินัยกรรม ไม่มีผลให้ข้อกำหนดในพินัยกรรมยกที่ดินให้จำเลยตกเป็นโมฆะ จำเลยมีสิทธิ์รับมรดกตามพินัยกรรม คำพิพากษาฏีกา ๔๐/๒๕๓๙ ๓. ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมเซ็นชื่อในพินัยกรรมในฐานะเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม ไม่ใช่ในฐานะพยาน แม้ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมจะได้รู้เห็นว่าทำพินัยกรรมก็ตาม ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมเสียไป คำพิพากษาฏีกา ๕๒/๒๕๐๓ ๔. ลายมือชื่อผู้ร้องอยู่เหนือลายมือชื่อ ว. และไม่มีข้อความต่อท้ายว่า “ ผู้พิมพ์” ส่วนลายมือชื่อของ ว. มีข้อความต่อท้ายว่า “ ผู้พิมพ์” และ ว. เบิกความว่าตนเป็นผู้พิมพ์พินัยกรรม ทั้งโดยปกติน...

“ตายแล้วยังยุ่ง”

๑. ผู้ตายเขียนพินัยกรรมขึ้นเองทั้งฉบับและลงลายมือชื่อของผู้ตายไว้แล้ว ส่วนที่ จ. ลงลายมือชื่อเป็นพยานไม่พร้อมกับพยานอีกคนหนึ่งในพินัยกรรมหาทำให้พินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เพราะตาม ปพพ มาตรา ๑๖๕๗ บัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องเขียนด้วยมือตัวเองซึ่งข้อความทั้งหมด วันเดือนปี และลายมือชื่อของตน หาได้บังคับให้ต้องมีพยาน ๒ คนลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมพร้อมกันไม่ คำพิพากษาฏีกา ๑๙๐๐/๒๕๕๒ ๒. พินัยกรรมฉบับพิพาทเป็นพินัยกรรมแบบทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับ แต่ไม่ระบุวันเดือนปีที่ทำอันเป็นพินัยกรรมที่ไม่ถูกต้องตามแบบที่กำหนดไว้ใน ปพพ มาตรา ๑๖๕๗ ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ปพพ มาตรา ๑๗๐๕ ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมจึงเป็นทรัพย์มรดกที่ไม่มีพินัยกรรม เมื่อการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกย่อมมีสิทธิ์ร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตาม ปพพ มาตรา ๑๗๑๓ แม้เอกสารฉบับพิพาทพร้อมคำแปลมีข้อความว่า ป เจ้ามรดกเป็นผู้ทำ และเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับโดยผู้ทำลงวันเดือนปีและลงลายมือชื่อของตนเองในเอกสารอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเ...

“ตายแล้วฆ่าหรือฆ่าแล้วตาย ”

๑.ผู้ตายได้ตายไปแล้ว จำเลยคิดว่าผู้ตายสลบ จึงได้ขมขื่นกระทำชำเราผู้ตาย ไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เพราะผู้ตายตายไปก่อนแล้ว ไม่มีสภาพบุคคลตาม ปพพ มาตรา ๑๕ คำพิพากษาฏีกา ๗๑๔๔/๒๕๔๕ ๒.ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก คือ ๑. ผู้ใด ๒.ฆ่า ๓.ผู้อื่น คือรู้ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการฆ่า และรู้ด้วยว่า วัตถุแห่งการกระทำคือผู้อื่นยังมีชีวิตอยู่ ปัญหาว่าจำเลยรู้หรือไม่ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์ไม่ได้ฏีกา และฏีกาโจทก์รับว่า จำเลยที่ ๑ เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลล่างว่าจำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ตายหมดสติแล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว การที่จำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดว่าผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย จะถือว่าจำเลยที่ ๑ ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ การกระทำจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิด ตาม ปอ มาตรา ๕๙ วรรคสาม คำพิพากษาฏีกา ๕๗๒๙/๒๕๕๖ ๓.ความผิดฐานฆ่าคนตายมีองค์ประกอบคือ “ ฆ่า “ หมายถึงกระทำด้วยประการใดๆให้คนตาย แต่ ป.อ. ไม่ได้บัญ...