บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก สิงหาคม, 2016

“หยิบพยานหลักฐานอื่นที่ไม่เกี่ยวการอุทธรณ์มาวินิจฉัย”

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จำเลยอุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ข้อ ๒.๑ ที่ต่อสู้คดี คงไว้เฉพาะข้อ ๒.๒ที่อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษพร้อมยื่นคำให้การใหม่มารับสารภาพ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ส่วนคำให้การรับสารภาพนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว จำเลยไม่อาจถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธมารับสารภาพได้ จึงไม่รับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฏีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ข้อ ๒.๑ ที่ต่อสู้คดีแล้ว อุทธรณ์จำเลยในส่วนนี้จึงไม่มี การที่ศาลอุทธรณ์วินินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์แล้วพิพากษายกฟ้องย่อมไม่ชอบ ศาลฏีกาเห็นว่า ในการพิจารณาคดีอาญาของศาลอุทธรณ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในปัญหาที่คู่ความอุทธรณ์เท่านั้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกพยานหลักฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยได้ทั้งสิ้น แม้จำเลยติดใจอุทธรณ์เฉพาะเรื่องที่ขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่ามีเหตุยกฟ้องได้ ไม่ว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด คดีขาดอายุความ มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ ศาลอุทธรณ์ย่อมหยิบยก...

“สอบสวนเด็กไม่ได้กระทำเป็นสัดส่วนในที่เหมาะสม”

จำเลยฏีกาว่า ในการสอบปากคำเด็กชาย ศ.และชี้ภาพถ่ายคนร้ายในวันที่ ๑๔ ก.ค.๒๕๔๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้แยกกระทำเป็นสัดส่วนในที่เหมาะสม ไม่มีนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการ การสอบสวนจึงไม่ชอบและรับฟังเป็นพยานลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น แม้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฏีกา แต่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิ์ยกขึ้นอ้างในชั้นฏีกาได้ เห็นว่าขณะพนักงานสอบสวนสอบปากคำเด็กชาย ศ. อายุ ๑๒ ปี และให้ชี้ถ่ายภาพซึ่ง ป.ว.อ. มาตรา ๑๓๓ทวิ ที่แก้ไขแล้วยังไม่ได้ใช้บังคับ การถามปากคำเด็กชาย ศ. และชี้ภาพถ่ายคนร้ายโดยไม่ได้จัดให้มีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบปากคำจึงเป็นไปโดยชอบ ส่วนการชี้ภาพถ่ายเมื่อวันที่ ๒๐ ธ.ค.๒๕๔๒ เป็นเพียงการชี้ภาพถ่ายในลักษณะการสอบสวนเพิ่มเติม มิใช่การชี้ตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้มีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบปากคำ ทั้งไม่เข้าเหตุจำเป็นเร่งด่วน คงมีผลเพียงการชี้ภาพถ่ายในชั้นสอบสวนของ เด็กชาย ศ. เมื่อวันที่ ๒๐ ธัน...

“ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์”

โจทก์จำเลยโต้เถียงกันเรื่องการครอบครองที่พิพาท การที่จำเลยเข้าไปปักเสาสร้างรั้วในที่พิพาท เป็นการเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย การกระทำจำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุก ต้นไผ่ที่จำเลยตัดฟัน แม้โจทก์เป็นคนปลูก แต่ไผ่เป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบที่ดินพิพาท และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ประธาน เมื่อโจทก์จำเลยยังโต้เถียงสิทธิ์ครอบครองกันในที่พิพาท เท่ากับยังโต้เถียงกรรมสิทธิ์ของต้นไผ่ที่ปลูกในที่พิพาท การที่จำเลยเข้าไปตัดฟันต้นไผ่จึงมีเหตุอันควรเข้าใจโดยสุจริตว่าต้นไผ่เป็นของจำเลย ไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ คำพิพากษาฏีกา ๖๓๐๓/๒๕๓๙ ข้อสังเกต ๑.ยังมีปัญหาโต้เถียงกันว่าที่พิพาทเป็นของใคร ตราบใดยังไม่มีคำพิพากษาชี้ว่าที่พิพาทเป็นของใคร จึงเป็นเรื่องต่างโต้เถียงกันในกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท โดยต่างฝ่ายต่างเข้าใจและอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของตน การที่จำเลยเข้าไปปักเสารั่วในที่ดังกล่าวโดยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของตน จึงเป็นกรณีที่จำเลยเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยเข้าใจและเชื่อว่าเป็นของจำเลย โดยจำเลยเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่า การเข้าไปในที่ดังกล่าวไม่ใช่การ...

“ข้อเหมือนข้อต่าง”

๑.เข้าครอบครองที่พิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยจำเลยยอมมอบการครอบครองบ้านและที่ดินให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันทำสัญญา โจทก์ย่อมมิสิทธิ์อยู่ในที่พิพาทโดยชอบ หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ผิดสัญญาและไม่มิสิทธิ์อยู่ในบ้านและที่ดินต่อไป ก็เป็นเรื่องโต้แย้งในทางแพ่ง จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิ์ของตนตามกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจโดยพละการที่จะตัดโซ่คล้องกุญแจที่โจทก์ใช้ปิดประตูแล้วใช้กุญแจจำเลยคล้องแทน ทำให้โจทก์เข้าบ้านไม่ได้ การกระทำดังกล่าวเป็นการรบกวนการครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทของโจทก์โดยปกติสุข ทั้งกุญแจและโซ่ที่จำเลยตัดออกเป็นของโจทก์ การที่ทำให้กุญแจพร้อมโซ่ของโจทก์เสียหาย ไร้ประโยชน์เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย คำพิพากษาฏีกา ๖๘๙๔/๒๕๔๐ ๒.ในสัญญาเช่ามีข้อความว่า “หากไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนด ผู้ให้เช่าสามารถเข้าครอบครองถสถานที่ ย้ายบุคคลออกเด้ “ ข้อสัญญานี้ไม่ขัดความสงบเรียบร้อยยหรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ผู้เช่าค้างชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่าใช้ลวดไขกุญแจห้องเช่าออกแล้วใช้กุญแจของตนใส่แทน ทำให้ผู้เช่าเข้าห้องไม่ได้ เป็นการใช้สิทธิ์ตามสัญญาเช่า ไม่มีความผิดทางอาญา คำพิพากษาฏีกา ๗๘๘/๒๕๑๙ ๓..เอาโซ่ปิดทางเข้...

“เช่าช่วงเนื้อกระทะ”

ผู้เสียหายและสามีเช่าที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างทำร้านอาหารเนื้อกระทะ ต่อมาผู้เสียหายและสามีแยกทางกันโดยยังค้างชำระค่าเช่าต่อเจ้าของที่ดิน ผู้เสียหายให้ผู้ต้องหาเช่าช่วงเพื่อประกอบกิจการร้านค้าต่อไป เจ้าของที่พิพาทได้ยื่นฟ้องผู้เสียหายและสามี เนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและนำที่พิพาทไปให้คนอื่นเช่าช่วงโดยไม่ชอบ สามีผู้เสียหายมีหนังสือส่งมอบที่ดินคืนแก่เจ้าของที่ดิน ผู้ต้องหาทราบเรื่องไปแจ้งความเป็นหลักฐานที่ถสถานีตำรวจว่าจะขนย้ายของออกจากที่พิพาทให้เสร็จภายในวันที่ ๒๔ พ.ย.๒๕๔๗ ครั้นวันที่ ๒๓ พ.ยง๒๕๔๗ ผู้ต้องหาได้ขนย้ายสิ่งของต่างๆของผู้ต้องหาและของผู้เสียหายออกไปจากที่พิพาท ผู้เสียหายทราบเรื่องมีหนังสือให้ผู้ต้องหานำสิ่งของผู้เสียหายมาคืน แต่ผู้ต้องหาไม่ยอมคืน การที่ผู้ต้องหาและบริวารขนย้ายทรัพย์สินของผู้เสียหายไปโดยไม่มีสิทธิ์ เมื่อผู้เสียหายมีหนังสือทวงถาม ผู้ต้องหาก็ไม่ยอมเอามาคืนโดยไม่มีเหตุและข้ออ้างที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นได้ พฤติการณ์ฟังได้ว่า ผู้ต้องหามีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปมีความผิดฐานยักยอก สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้นเนื่องจากกำแพงคอนกรีตเป็นส่วนควบของที่ด...

“กรรมเดียวหรือหลายกรรม”

การพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน มิใช่เพียงว่า หากเป็นการกระทำครั้งเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป อาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันหรือประสงค์ให้เกิดเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับเงิน ร่วมกันรับสมัครคนหางานโดยไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตต่อนายทะเบียน และร่วมกันรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่จัดส่งคนงานเพื่อไปทำงานโดยไม่มีเหตุอันควร เป็นการบรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองแต่ละข้อหาแยกกระทงเรียงกันไปตามลำดับต่างหากจากกัน แม้จำเลยทั้งสองกระทำเพียงครั้งเดียวก็ตาม ลักษณะของความผิดเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างขั้นตอนและแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละข้อหาต่างหากจากกันได้อย่างชัดแจ้ง และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน คำพิพากษาศาลฏีกาที่ ๑๒๓๑๐/๒๕๕๔ ข้อสังเกต ๑. แม้กระทำเพียงครั้งเดียวแต่การกระทำดังกล่าวไปเข้ากฎหมายหลายมาตรา การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันก็ไ...

“ใครคือผู้เสียหาย”

ในความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการประทุษร้ายจากทรัพย์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ บุคคลที่ดูแลครอบครองทรัพย์และได้รับความเสียหายจากการถูกประทุษร้ายต่อทรัพย์ถือเป็นผู้เสียหายตามกฏหมาย ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๔๕/๒๕๔๘ ข้อสังเกต ๑.ปกติบุคคลที่สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้คือผู้เสียหาย ซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมถึงผู้มีอำนาจในการจัดการแทนด้วย ซึ่งตามปกติแล้วมักเป็นเจ้าของ ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย แต่ในความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ แม้ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกกระทำความผิดดังกล่าว หากเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ดังกล่าว และได้รับความเสียหายจากการที่มากระทำความผิดดังกล่าวก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้โดยถือว่าเป็นผู้เสียหาย แล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจในการสอบสวน พนักงานอัยการมีอำนาจในการฟ้อง ศาลมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา ๒.ดังนั้น เจ้าของบ้านและที่ดิน และผู้เช่าย่อมมีอำนาจในการแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดฐานบุกรุกได้ หรือยืมรถพี่ชายมาขับมีคนมาทุ...

“ขัดขวางการจับกุม”

๑.”ยิงปืนขึ้นฟ้า” เพื่อขู่ไม่ให้ตำรวจเข้าจับกุม คำพิพากษาฏีกา ๒๔๓/๒๕๐๙ ๒.” แม้กระสุนปืนด้าน” ก็ตาม คำพิพากษาฏีกา ๑๕๐๑/๒๕๑๔ ๓.จ้องปืนไปที่ตำรวจแต่ไม่ยิงทั้งที่มีโอกาสยิงได้ คำพิพากษาฏีกา ๑๓๒/๒๕๑๕ ๔.พูดว่า “ ถ้าจับมีเรื่องแน่” พร้อมชี้มือในลักษณะข่มขู่ พวกจำเลย ๓๐ ถึง ๔๐ คน เดินเข้าไปหาตำรวจ ทำให้ตำรวจกลัวถูกทำร้าย จึงถอยออกไป คำพิพากษาฏีกา ๑๒๖๖/๒๕๓๐ ข้อสังเกต ๑. ตามพฤติการณ์เหล่านี้ถือเป็นการขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานหรือผู้ต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หากมีผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไปก็ระวางโทษสูงขึ้น หากการกระทำดังกล่าวมีหรือใช้อาวุธปืน ต้องระวางโทษหนึกขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง ๒. ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อไม่ให้จับกุม ไม่ว่าปืนจะลั่นหรือไม่หรือกระสุนด้านก็ตาม หรือแม้แต่จ้องปืนไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน แม้จะไม่ยิงก็ตามก็เป็นการขัดขวางไม่ให้เจ้าพนักงานหรือผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเข้าทำการจับกุมโดยมีและใช้อาวุธปืนแล้ว หากปืนดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว ก็มีความผิด...

“คิดดอกเบี้ยเมื่อใด”

๑.นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค มิใช่วันลงในเช็ค คำพิพากษาฏีกา๙๐๑/๒๕๐๕, ๔๖๘๖/๒๕๓๖ ๒.กรณีวันถึงกำหนดหรือวันผิดนัดไม่ปรากฏ คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง คำพิพากษาฏีกา ๑๗๒/๒๕๐๑,๒๒๕/๒๕๐๔,๑๓๐๔/๒๕๑๔,๘๐๒/๒๕๑๙,๑๙๓๓-๑๙๓๔/๒๕๒๘ และ ๕๑๓๒/๒๕๓๒ ๓.กรณีสิทิธ์ของโจทก์เกิดนับแต่มีคำพิพากษา ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันมีคำพิพากษา คำพิพากษาฏีกา ๓๙๗๘/๒๕๓๓, ๔๖๑๓/๒๕๓๓ ๔.คิดดอกเบี้ยนับแต่วันศาลสั่งให้เพิกถอนการโอน ไม่ใช่นับแต่คำขอให้เพิกถอน คำพิพากษาฏีกา ๓๕/๒๕๓๕,๕๓/๒๕๓๕,๓๕๖๙/๒๕๓๕ ๕.ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น พรบ.ศุลกากร ให้ผู้มีสิทธิ์รับเงินอากรที่ชำระเกินคืน ได้ดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ นับแต่วันที่ได้รับชำระอากร ก็เป็นไปตามนั้น คำพิพากษาฏีกา ๑๓๘/๒๕๓๐ ๖.กรณีที่ลูกหนี้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัตถุได้เสื่อมเสียไปในระหว่างผิดนัด หรือวัตถุไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนที่เป็นค่าสินไหมทดแทนคิดตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการประมาณราคาก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๕ ซึ่งคำพิพากษาฏีกาที่ ๑๔๓๐/๒๔๙๒,๑๔๓๑/๒๔๙๒ ล๒๒๓๔/๒๕๓๖ ตีความคำว่า “เวลาอันเป็นฐานที่ต...

“ตายแล้วแบ่ง”

เมื่อถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุด การคิดส่วนทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยามีผลตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดเพราะการตาย และการแบ่งทรัพย์สินของสามีภรรยาให้อยู่ในบังคับว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย สินสมรสของคู่สมรสจึงแยกออกจากกันทันทีที่คู่สมรสถึงแก่ความตาย สิ้นสมรสครึ่งหนึ่งเป็นมรดก อีกกึ่งหนึ่งตกแก่คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ คำพิพากษาฏีกา ๗๕๓๖/๒๕๓๗ ข้อสังเกต ๑. เมื่อคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถึงแก่ความตาย ให้แบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา(สินสมรส) เช่นเดียวกับการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย นั้นก็คือหากยังมีชีวิตอยู่การแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาที่ทำการหย่าเป็นอย่างไร การแบ่งทรัพย์สินในระหว่างที่คู่สมรสถึงแก่ความตายก็เป็นแบบนั้น นั้นก็คือ การแบ่งทรัพย์สินของคู่สมรสที่ทำการหย่าโดยความยินยอม ป.พ.พ. มาตรา๑๕๓๓ ให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่าๆกัน ดังนั้น กรณีที่คู่สมรสตายก็ต้องแบ่งทรัพย์สินให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายได้ส่วนเท่าๆกันด้วยนั้นเอง คือแบ่งทรัพย์สินออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่หนึ่งส่วน และของคู่สมรสที่ถึงแก่กรรมอีกส่วนหนึ่ง แต่ทรัพย์สินของคู่สมรสท...

“ไม่มีมรดก ไม่มีเหตุตั้งผู้จัดการมรดก”

๑. ผู้ตายไม่มีมรดก ไม่มีเหตุตั้งผู้จัดการมรดก คำพิพากษาฏีกา ๒๒/๒๕๒๒ ๒. เมื่อปรากฏว่าบ้านและที่ดินไม่ใช่มรดกของผู้ตาย และตามคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกก็ไม่ปรากฏทรัพย์สินอื่นของผู้ตาย จึงไม่มีเหตุจัดตั้งผู้จัดการมรดก คำพิพากษาฏีกา ๔๐๘๔/๒๕๔๕ ๓. เงินฝากในบัญชีธนาคารของผู้ตายได้ปิดบัญชีไปก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดก ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจตั้งผู้จัดการมรดก คำพิพากษาฏีกา ๕๙๖/๒๕๔๖ ข้อสังเกต ๑. เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์สินที่จะตกเป็นมรดก ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องตั้งผู้จัดการมรดก เพราะการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อความสะดวกในการแบ่งทรัพย์สินให้แก่ทายาท เมื่อไม่มีมรดกก็ไม่มีเหตุที่ต้องรวบรวมทรัพย์เพื่อมอบแก่ทายาท ทั้งผู้ที่เป็นผู้จัดการมรดกก็มีหน้าที่ต้องทำบัญชีทรัพย์มรดกให้เสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันเริ่มรับหน้าที่ผู้จัดการมรดกและต้องทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้จัดการมรเดกเข้ารับหน้าที่ผู้จัดการมรดก เมื่อไม่มีทรัพย์มรดกก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำบัญชีรวบรวมทรัพย์มรดกและการแบ่งปันท...

“ชายหาบ หญิงคอน” “ทรัพย์สินวันมีแขก เป็นสินเดิม เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียเป็นสินสมรส”

๑.เป็นสามีภรรยาก่อนใช้บรรพ ๕ แต่ตายเมื่อใช้บรรพ ๕ แล้ว แบ่งสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย แบ่งมรดกตามบรรพ ๖ คำพิพากษาฏีกา ๔๘๙/๒๔๘๖ ,๘๒๑/๒๔๙๑ ๒.การแบ่งมรดกมีขึ้นได้เมื่อบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย เมื่อถึงแก่ความตายขณะใช้กฏหมายใด ก็ตกอยู่ในบทบัญญัติกฎหมายนั้น เป็นสามีภรรยาก่อนใช้บรรพ ๕ บรรพ ๖ ถึงแก่ความตายหลังใช้บรรพ ๕ บรรพ ๖ แล้ว แบ่งมรดกตามบรรพ ๖ คำพิพากษาฏีกา ๔๑๓/๒๕๐๖ ข้อสังเกต ๑. ทรัพย์ที่บิดามารดาหรือญาติฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายให้ในวันมีแขก(วันแต่งงาน) ให้เป็นสินเดิม ถ้าให้เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียแล้วให้เป็นสินสมรส ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ ๖๘ คือ ชายหาบ หญิงคอน นั้นก็คือหากทั้งสองฝ่ายไม่มี “สินเดิม “. การแบ่งสินสมรสระหว่างสามีภรรยาที่อยู่กินก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ ๕ ต้องแบ่งตามกฏหมายลักษณะผัวเมีย คือ ฝ่ายชายได้ ๒ ส่วน ฝ่ายหญิงได้ ๑ ส่วน แต่ในปัจจุบันการแบ่งทรัพย์สินในระหว่างเป็นสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสแล้วหย่าขาดจากกัน ชายหญิงมีส่วนในสินสมรสเท่าๆกันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๓๒,๑๕๓๓ หากการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการตายก็แบ่งสินสมรสออกเป็นสองส่วน ชายและหญิงได้ส่วนละเท่าๆกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๓๒...

“ไม่ใช่เศษเหล็กที่ต้องส่งมอบ”

สัญญาซื้อขายรถยนต์มีว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ซึ่งมีเครื่องยนต์อยู่ในสภาพใช้เดินได้ เห็นว่า เป็นสัญญาส่งมอบรถยนต์ในสภาพที่เป็นรถยนต์ ไม่ใช่เศษเหล็ก และต้องส่งมอบรถให้อยู่ในสภาพให้ใช้งานได้ ซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องทำการตามที่จำเป็นเพื่อให้โจทก์ได้จดทะเบียนรถนั้น เพราะถ้าไม่ได้จดทะเบียน รถนั้นก็ใช้การไม่ได้ แม้การจดทะเบียนไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ แต่การจดทะเบียนก็เป็นการจำเป็นแก่การใช้รถนั้น เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานไม่ยอมจดทะเบียนรถพิพาทให้โจทก์ โดยจำเลยไม่ไปรับรองต่อนายทะเบียน จึงเป็นหน้าที่จำเลยต้องไปรับรองการจดทะเบียนนั้นด้วย คำพิพากษาฏีกา ๗๖/๒๔๙๖ ข้อสังเกต ๑.การทำนิติกรรมสัญญา หากไม่ได้มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแล้วสามารถตกลงทำนิติกรรมสัญญากันได้ ดังนั้นข้อสัญญาที่ว่า “ จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่อยู่ในสภาพใช้เดินได้” นั้นเป็นข้อสัญญาที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จะกระทำได้ และไม่ขัดกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน จึงเป็นข้...

“ยุติการดำเนินคดีแล้ว ผบตร.ไม่มีอำนาจ”

อัยการผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ผู้เสียหายร้องทุกข์เกินกว่า ๓ เดือน นับจากวันที่ผู้เสียหายรู้ คดีขาดอายุความร้องทุกข์ ให้ยุติการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหายักยอกทรัพย์ แล้วเสนออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง ๒ ทราบ จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามพรบ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๑๒ ตามระเบียยบสนง.อัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๕๔ วรรคสาม และข้อ ๑๖๖ ความเห็นแย้งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ว่า ผู้เสียหายร้องทุกข์ในอายุความแล้วจึงไม่ใช่ความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุดจะต้องชี้ขาด แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าเหตุในการออกคำสั่งของอัยการว่าถูกต้องตามระเบียบหรือไม่อย่างไร โดยอัยการสูงสุดเคยให้สอบสวนในประเด็นเรื่องการร้องทุกข์ของผู้เสียหายจนได้รับผลการสอบสวนเพิ่มเติมและข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติแล้ว จึงใช้อำนาจอัยการสูงสุดตาม พรบ.อัยการฯ มาตรา ๑๒ พิจารณาคำสั่งยุติการดำเนินคดีของอัยการผู้เชี่ยวชาญว่าถูกต้องหรือไม่อย่างไรต่อไป ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๒๑/๒๕๕๒ ข้อสังเกต ๑.ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวผู้เสียหายต้องแจ้งความร้องทุกข์ภายใน ๓...

“พลาดโดยสำคัญผิด”

ผู้ต้องหาที่ ๒ พกอาวุธปืนมาที่เกิดเหตุใช้มือจับปืนพกที่เอวมีลักษณะในการชักออกมาต่อสู้ ส่วนจะเป็นตามที่ผู้ต้องหาที่ ๒ อ้างว่า ใช้มือจับอาวุธปืนเพราะปืนจะหล่น หรือเป็นเพราะผู้ต้องหาที่ ๒ มีเจตนาใช้ปืนยิงผู้ต้องหาที่ ๑ ก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ นาฬิกา เป็นยามวิกาล สภาพการณ์ย่อมไม่ชัดแจ้งในพฤติการณ์เป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายอาจเกิดกความเข้าใจผิดได้ ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นผู้ต้องหาที่ ๑ย่อมเข้าใจว่า ผู้ต้องหาที่ ๒ ชักอาวุธปืนเพื่อยิงผู้ต้องหาที่ ๑ จึงเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาที่ ๑ตกอยู่ในภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ต้องหาที่ ๒ กับพวก เพื่อป้องกันตัวเอง ในขณะเดียวกันผู้ต้องหาที่ ๒ ก็ยิงสวนมา ๕ นัด กระสุนถูกขอบกระจกหน้ารถ ขอบบนประตูรถด้านคนขับที่ผู้ต้องหาที่ ๑ นั่งอยู่ การที่ผู้ต้องหาที่ ๑ ยิงผู้ต้องหาที่ ๒ได้รับบาดเจ็บจึงเป็นการป้องกันโดยสำคัญผิดพอสมควรแก่เหตุ เพราะความร้ายแรงของอาวุธใช้ปืนกับปืน เป็นการป้องกันชีวิตต่อชีวิตในสัดส่วนที่เท่ากัน แม้กระสุนพลาดไปถูกนาย ส.ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาก็...

“กองทุนหมู่บ้าน”

กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ มีนาย บ. และพวกรวม ๔๔ คน ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านห้วยกรวด ยืนยันว่าส่งเงินกู้ให้ผู้ต้องหา สอดคล้องกับนาง น. เลขานุการกองทุน เป็นผู้ออกใบเสร็จให้กับสมาชิกที่นำเงินกู้มาคืนผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาจะนำเงินดังกล่าวเข้าบัญชีกองทุนหมู่บ้านห้วยกรวดที่ธนาคารออมสิน สาขาสวี พยานหลักฐานจึงรับฟังว่า ผู้ต้องหาได้รับเงินจากสมาชิกกองทุนหมู่บ้านห้วยกรวดไว้แทนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เมื่อผู้ต้องหาได้เบียดบังเอาเงินที่สมาชิกกองทุนหมู่บ้านห้วยกรวดส่งคืนเงินกู้ไปเป็นของตนโดยทุจริต ทั้งผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติเกี่ยวกับการชำระคืนเงินกู้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติกำหนดไว้ การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานยักยอก โดยกระทำต่างกรรมต่างวาระรวมกัน ๓ๆ กรรม กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นเจ้าของเงินกองทุนหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จึงเป็นผู้เสียบหายมีอำนาจร้องทุกข์ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดเมื่อวันที่ ๑๘ ก.ย.๒๕๔๙ ร้องทุกข์วันที่ ๖...

“เปลือยกายยืนกลางถนน"

ผู้ต้องหาขับรถโดยสารประจำทางเพื่อไปส่งผู้โดยสารที่จังหวัดอุบล เห็นผู้ตายยืนเปลือยกายกลางถนนในช่องทางเดินรถของผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาและนาย อ. พนักงานบริการประจำรถอ้างว่า ที่เกิดเหตุไม่มีไฟฟ้าสาธารณะ และผู้ต้องหาพบผู้ตายเมื่อรถยนต์ผู้ต้องหาขับห่างผู้ตาย ๕ ถึง ๑๐ เมตร จึงได้หักรถไปทางซ้ายเล็กน้อยแต่ไม่พ้น เนื่องจากผู้ตายอยู่ระยะกระชั้นชิดและหากหักรถมากไปกว่านี้หรือเบรครถกระทันหันรถอาจเสียหลักตกไหล่ทางและพลิกคว่ำได้ จึงเป็นเหตุให้รถที่ผู้ต้องหาขับชนผู้ตายถึงแก่ความตาย พิจารณาสภาพรถคันเกิดเหตุ เห็นว่าเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่สำหรับใช้รับส่งคนโดยสารในช่วงเวลากลางคืนและเป็นระยะทางไกล ฉะนั้นระบบไฟส่องสว่างของรถยนต์ย่อมมีประสิทธิภาพในการส่องสว่างได้ดีในระยะไกลไม่น่าจะต่ำกว่า ๕๐ เมตร ทั้งสภาพทั่วไปของถนนที่เกิดเหตุเป็นทางโล่งแจ้งไม่มีสิ่งบดบังสายตา ผู้ต้องหาย่อมมองเห็นผู้ตายยืนอยู่บนถนนกีดขวางทางเดินรถ ผู้ตายอยู่ในสภาพที่เปลือยกาย ผู้ต้องหาย่อมรู้ได้ว่า ผู้ตายไม่สมประกอบ ผู้ต้องหายิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น หากผู้ต้องหาขับรถด้วยความระมัดระวังและด้วยความเร็วสูงพอสมควร ผู้ต้องหาย่อมต้องลดความเร...

“รับเงินไม่ตรงตามสัญญากู้”

ผู้ต้องหาที่ ๑ เบิกความต่อศาลว่า ผู้เสียหายทำสัญญากู้ยืมเงิน ๑๖๐,๐๐๐บาท รับเงินดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว ผู้เสียหายเบิกความว่าเป็นความเท็จเพราะผู้เสียหายกู้เงินเพียง ๒๐,๐๐๐ บาท เหตุที่ยอมทำสัญญาระบุเป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท เพราะต้องจำยอมต่อเงื่อนไขที่ผู้ต้องหาที่ ๒ซึ่งเป็นบุตรชายผู้ต้องหาที่ ๑ กำหนด และในวันที่ไปกู้เงินได้ไปกับนาง น. ที่ได้ไปกู้เงินผู้ต้องหาที่ ๒ จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ต้องทำสัญญากู้ไว้ ๑๖๐,๐๐๐ บาท โดยเงื่อนไขเดียวกัน ทั้งผู้เสียหายและ น. ก็ได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้กันและกัน โดยในคดีที่ผู้ต้องหาที่ ๑ ฟ้องเรียกเงินกู้ตามสัญญากู้กับ นาง น. ศาลไม่เชื่อพยานของผู้ต้องหาที่ ๑ ว่ามีการส่งมอบเงินกู้ ๑๖๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นาง น. จึงน่าเชื่อว่าข้อความที่ผู้ต้องหาที่ ๑ เบิกความเป็นความเท็จ ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๘๐/๒๕๕๐ ข้อสังเกต ๑.กู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมชนิดหนึ่งคือเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง จึงสมบรูณ์เมื่อมีการส่งมอบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๐ วรรค สอง ๒.กู้ยืมเงินเกิน ๒,๐๐๐บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดังนั้นการกู้ยืมจึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้อ...

“ต่างคนต่างด่า”

ผู้เสียหายและผู้ต้องหาทะเลาะวิวาทกันต่างคนต่างด่ากันด้วยถ้อยคำดูหมิ่นซึ่งหน้ากันและกัน ผู้เสียหายและผู้ต้องหาจึงไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ความผิดฐานนี้มุ่งคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายเป็นการเฉพาะตัวเมื่อถูกผู้อื่นดูหมิ่นฝ่ายเดียว ผู้ถูกดูหมิ่นจึงจะเป็นผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ กรณีที่ต่างฝ่ายสมัครใจทะเลาะวิวาท ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นซึ่งกันและกันจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๗๖/๒๕๕๐ ข้อสังเกต ๑.ผู้เสียหายที่จะสามารถแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้นั้นต้องมิได้มีส่วนร่วมหรือลงมือกระทำความผิดด้วย มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นเพียงผู้เสียหายโดยพฤตินัย(ผู้เสียหายตามความเป็นจริง)เท่านั้น แต่ไม่ใช่ผู้เสียหายตามนิตินัย(ผู้เสียหายตามกฎหมาย) ๒.การที่ผู้เสียหายและผู้ต้องหาสมัครใจวิวาทด่าท้อกันด้วยถ้อยคำดูหมิ่น ย่อมถือว่าทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ ตามนัยคำพิพากษาฏีกาที่ ๑๔๒๐/๒๕๓๔ ๓.ทางปฏิบัติหากผู้เสียหายและผู้ต้องหาต่างแจ้งความดำเนินคดีซึ่งกันแ...

“คำพิพากษาและการลงโทษทางวินัย”

การที่ จ.ส.ต. น ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ฝ่ายปฏิบัติการส่วนที่ ๒ ส่วนปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ถูกจับกุมในข้อหากรรโชกทรัพย์ หน่วงเหนียวกักขัง ทำให้เสื่อมเสียหรือปราศจากเสรีภาพ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก ๙ ปี ศาลฏีกายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ยกฟ้อง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงเห็นว่า เมื่อศาลฏีกายกฟ้อง คดีไม่มีน้ำหนักพอจะรับฟังว่าได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา เห็นควรยุติเรื่องแต่ผู้บัญชาการ กองบังคับการตำรวจสอบสวนกลางเห็นว่า แม้ศาลฏีกายกฟ้อง แต่ยกฟ้องเพราะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย จึงมีคำสั่งให้ไล่ จ.ส.ต. น ออกจากราชการ จ.ส.ต. น อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเห็นว่าอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น จึงรายงานไปยังนายกรัฐมนตรีโดยรองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนพิจารณาแล้วให้ยกอุทธรณ์ ซึ่ง จ.ส.ต. น ได้ทราบคำสั่งแล้วไม่เห็นด้วยได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ออกจากราชการ ศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้อง ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าการที่ศาลฏีกา(ในคดีอาญา)ยกฟ้องเพราะมีผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่ยื...

“หลอกแล้วไม่จ่าย”

หลอกผู้เสียหายว่ามีรถขนส่งนักร้องนักดนตรีแต่รถเสียจึงมาว่าจ้างรถผู้เสียหายในราคา ๑,๐๐๐ บาท แล้วไม่ยอมชำระค่าจ้าง ตามที่ตกลงไว้ จำเลยได้รับประโยชน์จากการขนส่ง ไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหาย ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนค่าขนส่งที่ค้างเป็นกรณีผิดสัญญาทางแพ่ง คำพิพากษาฏีกา ๑๗๓๓/๒๕๑๖ ข้อสังเกต ๑.แม้จำเลยจะหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าตนมีรถที่จะขนนักร้องนักดนตรีแต่รถเสียซึ่งเป็นความเท็จและเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงให้ทราบว่าความจริงแล้วตนไม่มีรถที่จะใช้ขนนักดนตรีและนักร้องก็ตาม แม้การหลอกลวงและปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวจะกระทำโดยมีเจตนาทุจริตด้วยการแสวงหาผลประโยชน์มันไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฏหมายสำหรับตนเองก็ตาม แต่การหลอกลวงดังกล่าวก็ไม่ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย เป็นเพียงการได้รับประโยชน์จากการบริการขนส่งเท่านั้นการกระทำดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ๒.เมื่อไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เงินค่าบริการขนส่งที่ผู้เสียหายควรได้รับ ก็เป็นเรื่องความรับผิดในทางแพ่งที่ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง ๓.หากเป็นกรณีขึ้นรถโดยสาร การที่ไม่ชำระค่าขนส่งหรือชำระไม่ครบถ้วนเป็น...

“ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นเวลาที่กำหนด”

คำสั่งยึดทรัพย์ชั่วคราวตามความในมาตรา ๒๒ วรรคสอง ,๑๙ วรรค สอง พรบ.มาตราการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเฉพาะที่มีผลกระทบต่อสถานภาพผู้ที่จะถูกยึดทรัพย์ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง การที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต้องมีการอุทธรณ์ตามมาตรา ๔๐,๔๔วรรค ๑ พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เสียก่อน จึงจะมีสิทธิ์นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากพรบ. มาตรการในการปราบปรามยาเสพติดฯ ไม่ได้กำหนดขั้นตอนในการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นเมื่อผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งยึดทรัพย์สินเมื่อพ้นระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ ตามมาตรา ๔๐ พรบ.วิธีปฏิบัติหน้าที่ราชการทางปกครอง จึงไม่มีสิทธิ์นำคดีมาฟ้องศาลปกครอง คำสั่งศาลปกครอง ๗๘๓/๒๕๔๗ ข้อสังเกต ๑. กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของผู้ต้องหารายใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดเกี่ยวเนื่องยาเสพติดให้โทษ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินสั่งให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้นั้นได้ ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษอาจสั่งให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหาไปพลางก่อนแล้วรายงานให้คณะกรรมก...

“ซื้อในราคาถูก”

ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันผู้ต้องหาเป็นคนร้ายลักทรัพย์ทั้งลายนิ้วมือคนร้ายที่ติดที่บานเกร็ดในบ้านผู้เสียหายไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา พยานหลักฐานไม่พอฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาลักทรัพย์ แต่การที่ผู้ต้องหารับซื้อโทรศัพท์ของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายจากคนที่ผู้ต้องหาไม่รู้จักมาก่อนในราคา ๒๐๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตามสภาพของโทรศัพท์ในขณะนั้นมาก และรีบจำหน่ายในวันรุ่งขึ้นน่าเชื่อว่ารับซื้อของกลางโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากาการลักทรัพย์และขายไปเพื่อค้ากำไร หลักฐานพอฟ้องในข้อหารับของโจรเพื่อหากำไร ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๓๓๓/๒๕๕๑ ข้อสังเกต ๑. เพียงแต่มีผู้พบเห็นผู้ต้องหาครอบครองโทรศัพท์อันเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกลักไป โดยไม่มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำผิดของผู้ต้องหา ผู้ต้องหาอาจเป็นคนร้ายที่ลักทรัพย์ไปหรืออาจช่วยซ่อนเร็น ช่วยจำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับจำนำ หรือรับไว้โดยประการอื่นใดซึ่งทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์อันจะเป็นความผิดฐานรับของโจร ๒.ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าใครเป็นคนร้าย ทั้งลายพิมพ์นิ้วมือแฝงที่พบเมื่อตรวจสอบกับลาย...

“ชำเรากับนายอำเภอดีกว่าชำเรากับชาวบ้าน”

โจทก์จำเลยทะเลาะกันด่ากันด้วยคำหยาบ ตอนหนึ่งจำเลยกล่าวว่า “ โจทก์เอาหนังสือไปให้นายอำเภอ โจทก์ชำเรากับนายอำเภอ” โจทก์ย้อนด่าว่า ชำเรากับนายอำเภอดีกว่าชำเรากับชาวบ้าน “ โจทก์จำเลยด่าวว่ากัน โดยโจทก์ตั้งเรื่องมาก่อน และไม่ได้ถือเอาคำด่าจำเลยเป็นเรื่องสำคัญ กลับยอมรับตามที่จำเลยกล่าวอ้างแล้วย้อนตอบจำเลย ไม่เป็นหมิ่นประมาท คำพิพากษาฏีกา ๒๒๓/๒๔๗๓ ข้อสังเกต ๑. การทำให้ผู้อื่นถูกดูแคลน เหยียดหยาม ทำให้อาย ด่าหรือสบประมาทเป็นการ ดูหมิ่น การด่าไม่ทำให้ผู้ถูกดูหมิ่น ถูกด่า เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ตรงกันข้ามกับทำให้คนด่า เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังเสียเองที่ใช้คำพูดไม่สุภาพ หยาบคาย ไม่เป็นผู้ดี เป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนของคนที่ได้ยิน การดูหมิ่นจึงอาจไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทไปได้ แต่ในทางกลับกัน การดูหมิ่นดูแคลนบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามด้วยถ้อยคำหยาบคาย ย่อมเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ๒. ถ้อยคำที่ว่า “ กระทำชำเรากับนายอำเภอ” หากไปพูดกับบุคคลอื่นว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงสาวไปกระทำชำเรากับนายอำเภอ ซึ่งเป็นชายอื่นที่ไม่ได้ทำการสมรสให้ถูกต้องตามประเพณีกับนายอำเภอ ย่อมทำให้ผู้เ...

“ใช้ให้ทำแท้ง”

จำเลยแนะนำและสอนวิธีการต่างๆที่จะทำให้แท้งลูก หญิงทำตามก็ไม่แท้ง จำเลยช่วยฉีดยาให้แท้งก็ไม่แทง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามทำแท้ง ซึ่งไม่ต้องรับโทษ จริงอยู่หากว่าเพียงแต่ใช้ ความผิดก็เกิดขึ้นแล้ว แต่คดีนี้ เลยขั้น “ เพียงแต่ใช้” แล้ว เพราะผู้รับใช้ได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว จึงต้องนำลักษณะตัวการมาใช้บังคับ เมื่อหญิงผู้ถูกใช้เป็นตัวการ จำเลยผู้ถูกใช้ก็รับโทษเสมือนตัวการ แต่เมื่อหญิงได้กระทำไปถึงขั้นพยายามกระทำความผิดแล้วได้รับยกเว้นโทษตัวหญิงผู้กระทำเองยังได้รับการยกเว้นโทษ จำเลยผู้ใช้ก็ควรได้รับการยกเว้นโทษด้วย พิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาฏีกา ๗๒๒/๒๔๙๗ ข้อสังเกต ๑. คำว่า “ แท้ง” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน ให้หมายความว่า สิ้นสุดการตั้งครรถ์ก่อนกำหนดคลอด โดยลูกในท้องไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งหมายความว่า การทำให้ทารกหรือลูกในครรถ์คลอดออกมาก่อนกำหนดตามปกติธรรมดาในลักษณะที่ไม่มีชีวิต ซึ่งมีคำพิพากษาฏีกา ๖๗๗/๒๕๑๐ การแท้งลูกไม่คลุมถึงกรณีเด็กตายในครรถ์หรือกรณีที่ฆ่าเด็กที่กำลังคลอด นั้นก็คือตามคำพิพากษาฏีกานี้ให้ดูว่า ทารกนั้นมีสภาพบุคคลคือคลอดออกมาแม้ยังไม่ตัดสายสะดือก็ตาม และรอดอยู่...

“บัตรประชาชน ใบขับขี่ กุญแจรถ”

เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดอะไรได้บ้างกรณีกระทำความผิดตามพรบ.จราจรทางบก แยกพิจารณาดังนี้ ๑. กรณี “ใบขับขี่รถยนต์” นั้น พรบ.จราจรทางบก ฯ นั้นให้อำนาจ “ เจ้าพนักงานจราจร”ซึ่งก็คือ ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร(ซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป) ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการณ์ตามพรบ.จราจรทาบบก แต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานจราจร และ “ พนักงานเจ้าหน้าที่ “ ซึ่งก็คือตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร ซึ่งบุคคลทั้งสองประเภทพบว่าผู้ขับขี่รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พรบ.จราจรทางบกฯ หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถ เช่น พรบ.รถยนต์ฯ หรือ พรบ. ขนส่งทางบกฯ สามารถ ว่ากล่าวตักเตือน ออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบได้ ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบปรับ “ เจ้าพนักงานจราจร” หรือ “ พนักงานเจ้าหน้าที่ “ จะเรียกเก็บใบขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ และ “ เจ้าพนักงานจราจร” และ “ เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ “ ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมง นับแต่วันที่ออกใบสั่ง ใบรับแทนใบอนุญาตขับข...